Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

Corporate Resilience Network

Framework       Model       Triple Dividend       Network


จากผลการศึกษาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในงานที่ชื่อว่า 'Strengthening the investment case for climate adaptation: A triple dividend approach' ได้นำเสนอหลักฐานที่หนักแน่นว่า การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัวและความพร้อมผัน ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ชาญฉลาดในปัจจุบัน

ในการศึกษาดังกล่าว ได้ทำการวิเคราะห์การลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผันจำนวน 320 รายการ ใน 12 ประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และพบว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ ที่ลงทุนในการปรับตัว จะสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า 10 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่อาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 27%

การศึกษานี้จำกัดความการลงทุนเพื่อการปรับตัวว่าเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการลดหรือจัดการความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรอัจฉริยะทางภูมิอากาศ การขยายบริการสาธารณสุข และการป้องกันน้ำท่วมเมือง อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี พบว่าผลประโยชน์ด้านการพัฒนาและที่สังคมได้รับนั้น มีมูลค่าเทียบเท่าหรือสูงกว่าความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้จากผลกระทบทางภูมิอากาศ

WRI ประเมินโครงการโดยอิงจากผลตอบแทนหลักสามส่วน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้น เช่น การสร้างงาน และการผลิตพืชผลที่เพิ่มขึ้น และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เช่น ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพ

โดยเฉลี่ยแล้ว ผลประโยชน์มีการกระจายตัวค่อนข้างสม่ำเสมอในทั้งสามส่วน ทว่ามีเพียง 8% ของการประเมินการลงทุนที่มีประมาณการมูลค่าเป็นตัวเงินของผลประโยชน์ครบทั้งสามส่วน ซึ่งบ่งชี้ว่าในการประเมินทางเศรษฐกิจของการลงทุนเพื่อการปรับตัวส่วนใหญ่ มีการประเมินอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริง

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจมอบคุณค่าได้ตลอดทั้งปี เช่น ระบบชลประทานสามารถรองรับรูปแบบการปลูกพืชที่หลากหลาย และศูนย์อพยพอาจปรับใช้เป็นศูนย์กิจกรรมชุมชนได้ ในขณะที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การปกป้องลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่ง มักจะให้ประโยชน์เพิ่มเติมด้านนิเวศวิทยาและนันทนาการได้ด้วย

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนด้านการปรับตัวที่นำมาวิเคราะห์ ถูกตั้งเป้าว่าจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบสามารถดำเนินไปในแบบคู่ขนาน การซ้อนเหลื่อมกันนี้ได้เปิดทางสำหรับการระดมเม็ดเงินด้านภูมิอากาศในบริบทของการลงทุนสีเขียว

ตัวอย่างที่เด่นชัดของสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ในแบบคู่ขนาน พบในภาคพลังงาน ภาคป่าไม้ ภาคขนส่ง ภาคเมือง และภาคการเกษตร หลายโครงการใช้การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนและมอบคุณประโยชน์ทางนิเวศวิทยา เช่น การปลูกต้นไม้ในเมืองเพื่อลดความร้อน หรือการสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ลาดชันเพื่อลดการกัดเซาะดิน

ผลการวิจัยเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับตัวมิได้เป็นเพียงมาตรการป้องกันเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนภารกิจที่มีลำดับความสำคัญของการพัฒนาในระดับประเทศ และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งเน้นงานส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ และขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ร่วมกับภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี เล็งเห็นประโยชน์ที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนโครงการด้านการปรับตัว (Adaptation) ด้วยการใช้เครื่องมือ Triple Dividend ในการประเมินผลลัพธ์โครงการ โดยอิงจากผลตอบแทนหลักสามส่วน ได้แก่ มูลค่าความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้ ประโยชน์แฝงทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้แก่องค์กรธุรกิจที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่ายกิจการพร้อมผัน (Corporate Resilience Network: CRN)

องค์กรธุรกิจสามารถเข้าร่วมมีบทบาทในการเป็นผู้นำการขับเคลื่อนโครงการ ด้วยการเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายกิจการพร้อมผัน โดยสิทธิประโยชน์ที่องค์กรสมาชิกจะได้รับ ได้แก่

การร่วมตอบสนองต่อเป้าหมาย SDG Target 1.5, 9.1, 11.5, 11.b, 13.1
การร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรสมาชิกผ่าน Webinar ตลอดปี
ผลการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ของโครงการ
การให้ความเชื่อมั่น (Assurance) ต่อข้อมูล Triple Dividend เพื่อการเผยแพร่

องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายกิจการพร้อมผัน ได้ทางอีเมล info@thaipat.org ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป




Triple Dividend Projects

Framework       Model       Triple Dividend       Network


แนวทาง การปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน (Triple Dividend of Resilience หรือ TDR) ได้จำแนกและรวบรวมมูลค่าที่แตกต่างกันสามส่วน ประกอบด้วย การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (ปันผลส่วนที่หนึ่ง) การก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนา (ปันผลส่วนที่สอง) และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (ปันผลส่วนที่สาม) ซึ่งใช้ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนทางธุรกิจ แนวทางนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ และเหมาะสำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพในการปรับตัว (Adaptation) ที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่โครงการ แผนงาน ไปจนถึงการปฏิรูปนโยบาย

แนวคิดเรื่องการปันผลประโยชน์สามส่วนนี้มิได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เช่น ตัวอย่างโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มีผลประโยชน์ที่ไม่จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการเหล่านี้ จึงควรให้ค่ากับประโยชน์เพิ่มเติมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยคุกคามทางภูมิอากาศนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม


The Triple Dividend of Investing in Climate Adaptation

ปันผลส่วนแรกของการสร้างความพร้อมผัน คือ การรักษาชีวิตและหลีกเลี่ยงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลพื้นฐานและแรงจูงใจร่วมสำหรับการลงทุนด้านการปรับตัว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือจะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนกรณีนี้ขาดแรงดึงดูด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่จับต้องได้ทันทีจากการปันผลส่วนที่สองและสาม ซึ่งได้ประโยชน์แม้ในช่วงที่ไม่มีภาวะวิกฤต

ปันผลส่วนที่สองของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นจากการลงทุนด้านการปรับตัว ไม่ว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม การลดและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น จะช่วยให้ครัวเรือน กิจการห้างร้าน และรัฐบาล ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดินและทรัพย์สิน ฯลฯ ต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าประกันภัย การป้องกันน้ำท่วม หรือระบบสำรองพลังงาน จะลดลงจากการลงทุนด้านการปรับตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ปันผลส่วนที่สองนี้ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงินขององค์ประกอบต่าง ๆ สามารถประมาณการได้โดยใช้ราคาตลาด

ปันผลส่วนที่สามของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์เพิ่มเติมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ เช่น คันกั้นน้ำท่วมที่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ชุ่มน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ให้ประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หลบภัยพายุที่ใช้งานเป็นลานกิจกรรมสำหรับชุมชน หรือการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในย่านต่าง ๆ ที่ปลอดจากผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่พื้นที่ใจกลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ) ปันผลส่วนที่สามนี้ ต่างจากส่วนแรกและส่วนที่สอง ตรงที่ถูกเรียกว่า "ผลกระทบภายนอก" (Externalities) เนื่องจากมักไม่ได้ถูกประเมินมูลค่าในทางเศรษฐกิจ แต่จะประเมินผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น การประเมินมูลค่าความพึงพอใจ (Contingent Valuation) หรือการกำหนดราคาตามความรู้สึก (Hedonic Pricing)

การประมาณการปันผลครบทั้งสามส่วน จะช่วยให้เห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้น แม้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะมิได้เกิดขึ้น การละเลยปันผลส่วนที่สองและสามนี้ หมายถึง การมองข้ามประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างงาน การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น คุณภาพอากาศและน้ำ ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น โอกาสด้านนันทนาการ ความหลากหลายของสายพันธุ์และพืชคลุมดิน โอกาสทางการศึกษา การประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางสังคม ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ มักจะมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าของความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้

แนวทางการปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนในการปรับตัว โดยช่วยกำหนดมาตรฐานต้นทุน ผลประโยชน์ และตัวชี้วัดในระดับโครงการ ซึ่งทำได้โดยการใช้ข้อมูลระดับโครงการเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์สุทธิแยกตามประเภทของปันผล กับต้นทุนโครงการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้น




Corporate Resilience Model

Framework       Model       Triple Dividend       Network


ภายใต้กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ ประกอบด้วย 3 รูปแบบกิจกรรม ที่เรียกว่า M-A-T Model ได้แก่

กิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ที่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านความเสี่ยงและผลกระทบ ในลักษณะที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่ออยู่รอด (Survival) กิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) ที่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านความเสี่ยงและการพึ่งพา ในลักษณะที่เป็นการปรับตัวเพื่อไปต่อ (Stay in the game) และกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ที่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านผลกระทบและการพึ่งพา ในลักษณะที่เป็นการปรับเปลี่ยนสู่อนาคต (Pave towards future)


M-A-T Model for Corporate Resilience

กิจการที่ดำเนินงานตามกรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ จะเริ่มต้นที่การรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ และลักษณะของความเสี่ยง ผลกระทบ และการพึ่งพา ซึ่งมิใช่เพียงการพยากรณ์ในทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลายทาง พร้อมการทดสอบภาวะวิกฤต การวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกระบวนการตัดสินใจที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน ความชะงักงันแบบใดที่เป็นชนวนให้ต้องตัดสินใจ และความชัดเจนว่าจะเลือกตัดสินใจแบบใด

กิจกรรมการบรรเทาผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ โดยต้องพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ เช่น การบริหารค่าใช้จ่าย การปรับราคา หรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ อาทิ การประกาศขึ้นภาษีการค้า จำต้องมีการสั่งของล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อสำรองสินค้าในราคาเดิมจากผู้ส่งมอบต่างประเทศ

ส่วนกิจกรรมการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง เช่น การเจรจาเงื่อนไขใหม่กับผู้ส่งมอบ หรือการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ตามระดับความเสี่ยงและการพึ่งพา

ขณะที่กิจกรรมการเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เช่น การจัดหาวัตถุดิบทดแทน เพื่อเกลี่ยการส่งมอบให้ไม่ยึดติดกับผู้ผลิตจากแหล่งเดียว หรือการออกสินค้าใหม่ เพื่อสนองตลาดกลุ่มใหม่ ตามระดับผลกระทบและการพึ่งพา

เปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อองค์กรให้พร้อมต่อการรับแรงกระแทกจากภายนอก มีการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจตามฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ และการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม คือ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัว และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว ยังสามารถคำนวณเป็นตัวเลขทางการเงิน โดยการประมาณมูลค่าความเสี่ยง เช่น ภัยทางสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมินค่าความเสียหายของทรัพย์สิน หรือความสูญเสียจากการหยุดชะงักทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นตามระดับของอุทกภัย

จากนั้น ทำการระบุและจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่มีประสิทธิผลสูงสุดตามหลักเทคนิคและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ อาทิ การสร้างแนวกั้นน้ำท่วม การยกอุปกรณ์หรือสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญขึ้นที่สูง

ด้วยความสามารถในการระบุตัวเลขมูลค่าเสี่ยงภัยที่ลดได้ และตัวเลขรายจ่ายที่ใช้ในกิจกรรมที่แม่นยำ จะสามารถจำลองผลตอบแทนจากความพร้อมผัน (Return on Resilience) ตามการประเมินภายใต้สมมุติฐานเงื่อนเวลาและระดับความรุนแรงของภัยทางสภาพภูมิอากาศได้ ด้วยสมการ ดังนี้


Return on Resilience

ทั้งนี้ การระบุตัวเลขมูลค่าพึงได้และการประมาณค่าผลตอบแทนทางการเงินจากกิจกรรมความพร้อมผัน จะเป็นรากฐานสำหรับการสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม และเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่ชัดเจนสำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ กิจกรรมการปรับตัว และกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน ตาม M-A-T Model ภายใต้กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ

ด้วยเงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ธุรกิจตระหนักดีว่า ต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้น สูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำ และการลงทุนด้านความพร้อมผันในภาคเอกชนสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราที่น่าพอใจ หากมีการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ที่นำไปสู่การคำนวณผลตอบแทนจากความพร้อมผันอย่างเหมาะสม

ที่สำคัญ ความพร้อมผันมิใช่เรื่องที่เป็นวาระรองอีกต่อไป แต่คือรากฐานของการเติบโตและเสถียรภาพ ธุรกิจสามารถพลิกวงจรจาก 'ต้นทุนที่พุ่งสูง' สู่ 'ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น' เป็นทางเลือกระหว่างการชะลอแล้วเผชิญกับการสูญเสียที่ทวีคูณ กับการลงมือทำตอนนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ความปลอดภัย และความสามารถทางการแข่งขันซึ่งสามารถนำไปสู่การส่งมอบ 'ปันผลสามประโยชน์' (Triple Dividend) ให้แก่สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม






Corporate Resilience Framework

Framework       Model       Triple Dividend       Network


แม้จะมีภัยคุกคามและโอกาสที่เกิดจากบริบทและระเบียบโลกใหม่ ระบบเศรษฐกิจและการเงินในปัจจุบัน ยังมิได้นำผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียทางธรรมชาติมาคำนวณอย่างเต็มที่

ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและธรรมชาติที่ปรากฏในรูปแบบของการกัดกร่อนทุน ได้ส่งผลให้ทรัพยากรที่เป็นฐานความมั่งคั่งเสื่อมโทรมลง ทำให้ความเสี่ยงต่อธุรกิจ (รวมถึงต้นทุนในอนาคตของการป้องกัน) ส่วนใหญ่ยังคงไม่ปรากฏให้เห็นในการประเมินมูลค่าปัจจุบัน ภาระและต้นทุนที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ บิดเบือนมูลค่าสินทรัพย์ ความน่าเชื่อถือทางเครดิต และกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจ

กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ มุ่งหมายถึง การปกป้องและขยายทุนที่ใช้สร้างผลผลิต ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุนทางทรัพยากรต่อไปนี้ จะถูกรักษาและเสริมความแข็งแกร่งเพื่อการเติบโต มีเสถียรภาพ และอย่างทั่วถึง

ทุนทางกายภาพ: โครงสร้างพื้นฐานและระบบที่ช่วยให้เกิดการผลิตและบริการ
ทุนธรรมชาติ: ระบบนิเวศและทรัพยากรที่ให้ผลผลิตเป็นอาหาร น้ำ การป้องกัน และการดูแลสภาพภูมิอากาศ
ทุนมนุษย์: สุขภาพ ทักษะ และความรู้ของผู้คนที่เป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภาพและนวัตกรรม
ทุนทางสังคม: ความไว้วางใจ บรรทัดฐาน ประเพณี และความเป็นสถาบัน ที่ช่วยให้เกิดความร่วมมือและการดำเนินการร่วมกัน

ทุนเหล่านี้ มิใช่ทุนเชิงนามธรรม แต่ธุรกิจมีการใช้งาน ดูแลรักษา และลงทุนในทุนดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา สำหรับใช้ผลิตสินค้า สร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างผลตอบแทน ด้วยความสัมพันธ์ที่โยงใยกัน เมื่อมีผลกระทบด้านภูมิอากาศและธรรมชาติทำให้ทุนใดทุนหนึ่งเสื่อมถอย ก็จะไปบ่อนทอนเสถียรภาพทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาคเศรษฐกิจ ในทางตรงข้าม หากทุนดังกล่าวได้รับการปกป้องและเสริมความเข้มแข็ง ก็จะช่วยทวีประโยชน์ให้ทุกภาคส่วนอย่างถ้วนหน้าเช่นกัน

กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ มีความสัมพันธ์กับปัจจัยความพร้อมผันด้านการพึ่งพา (Dependencies) ด้านความเสี่ยง (Risks) และด้านผลกระทบ (Impacts) ในแง่ที่ว่า เมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านความเสี่ยงและผลกระทบ จะก่อให้เกิดกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ขณะที่เมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านความเสี่ยงและการพึ่งพา จะก่อให้เกิดกิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) และเมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านผลกระทบและการพึ่งพา จะก่อให้เกิดกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ตามลำดับ


Corporate Resilience Framework

ปัจจัยความพร้อมผันที่ส่งผลต่อกิจการ สามารถเป็นได้ทั้งการพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบ ในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มิได้จำกัดเพียงประเด็นในด้านภูมิอากาศหรือในด้านธรรมชาติ แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ การเงินการคลัง แรงงาน สิทธิมนุษยชน และอิทธิพลจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การสร้างความพร้อมผันของกิจการ เป็นโจทย์ความยั่งยืนที่ธุรกิจต้องใช้ประเด็นเหล่านี้ จากเดิมที่คาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ เป็นความยั่งยืนในฉบับของความพร้อมผัน ที่มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่นำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการคงขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง






Corporate Resilience Background

Framework       Model       Triple Dividend       Network


ความพร้อมผัน (Resilience) มีนิยามที่หลากหลาย โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แนวคิดเรื่องความพร้อมผันได้มีพัฒนาการจากเดิมที่เชื่อมโยงกับมิติสิ่งแวดล้อม มาสู่การครอบคลุมมิติสังคม เศรษฐกิจและการเงิน

ในบริบทโดยทั่วไป ความพร้อมผัน หมายถึง ขีดความสามารถในการดำเนินงานและพัฒนาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นมากกว่าความสามารถในการ 'ดีดตัวกลับ' (Bounce Back) สู่สถานะเดิม แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรองรับแรงกระแทก หลีกเลี่ยงจุดเปลี่ยนที่อันตราย รับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน และดำรงทางเลือกต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถทางนวัตกรรมและการแปลงรูปแบบดำเนินงาน เมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต

ขณะที่ ความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience) ถูกนิยามว่าเป็น ความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวและเติบโตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (อาทิ ค่าเงิน ภาษีการค้า) ทางสังคม (อาทิ แรงงาน ภูมิรัฐศาสตร์) และทางสิ่งแวดล้อม (อาทิ สภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ) ในอันที่จะปกป้องและขยายทุนที่ใช้สร้างผลผลิต ทั้งทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ และทุนทางสังคม ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ความพร้อมผันมีสถานะที่พลวัต เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยนไป การลงทุนและนโยบายก็ต้องเปลี่ยนตาม ทำให้การสร้างความพร้อมผัน มิใช่การบรรลุเป้าหมายครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ความพร้อมผัน เกิดขึ้นจากกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกันและเสริมหนุนซึ่งกันและกัน เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ช่วยสร้างให้เกิดโอกาสตลาดสำหรับการลงทุนเพื่อการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปในเวลาเดียวกัน

ปัจจัยที่ผลักดันให้กิจการต้องคำนึงถึงการสร้างความพร้อมผัน ประกอบด้วย 1) ผลกระทบที่เกิดจากการประกอบกิจการไปสู่ภายนอก 2) การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 3) ความเสี่ยง (และโอกาส) ที่กิจการได้รับจากปัจจัยผลกระทบและการพึ่งพาภายนอก


Corporate Resilience Factors

ธุรกิจที่มีความพร้อมผัน จะรักษาความต่อเนื่อง ปกป้องมูลค่า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยความเข้าใจในความเสี่ยงและโอกาสด้านภูมิอากาศและธรรมชาติในทุกส่วนของการดำเนินงานและในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การสร้างคลังสินค้าที่ทนต่อสภาพความร้อน หรือสถานประกอบการที่ป้องกันน้ำท่วม มีกระบวนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นหลักประกันด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจหากต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันของอุปทาน รวมทั้งการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เช่น การสร้างพื้นที่ทำงานที่มีร่มเงาและการจัดตารางกะที่ปรับตามสภาพความร้อน เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและการขาดงาน ตลอดจนการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนสายผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ด้านสินค้าและบริการที่เน้นความพร้อมผันเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความพร้อมผัน ซึ่งมีเงินทุนจำกัด สามารถลงทุนในมาตรการที่ใช้ต้นทุนต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เช่น การสร้างระบบระบายอากาศที่โปร่งโล่งและแนวกั้นน้ำท่วม ทั้งนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จ่ายไหวและการสนับสนุนทางเทคนิค เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการลงทุนเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับการมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ SMEs รับมือกับการความชะงักงันหากเกิดขึ้น ทั้งการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีราคาเหมาะสม วงเงินสินเชื่อฉุกเฉิน และการค้ำประกัน เป็นต้น






งานแถลงทิศทาง ESG ปี 2569

ปีก่อนหน้า   ปี60   ปี61   ปี62   ปี63   ปี64   ปี65   ปี66   ปี67   ปี68   ปี69


สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลง ทิศทาง ESG ปี 2569: Sustainability Red Flags และการเสวนาเรื่อง ‘Corporate Resilience in a Turbulent World’ ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ถนนพระราม 1

กำหนดการ
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอกสารในช่วงการนำเสนอทิศทาง ESG ปี 2569
เอกสารในช่วงเสวนา Corporate Resilience in a Turbulent World

ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจของคุณมี "ความพร้อมผัน" (Resilience) ขนาดไหน (กรุงเทพธุรกิจ)
ไทยพัฒน์ ชี้ 6 เทรนด์ ESG พลิกเกมธุรกิจ ชูปันผล 3 ประโยชน์ เพิ่มมูลค่ายุคโลกป่วน (กรุงเทพธุรกิจ)
เมื่อโลก ‘ผันผวน’ ธุรกิจต้อง ‘พร้อมผัน’ ไทยพัฒน์ แนะขับเคลื่อน ‘Corporate Resilience Framework’ (SD Thailand)
ไทยพัฒน์ ชี้ ESG ปรับพักฐาน ชู ‘ความพร้อมผัน’ รับมือโลกใหม่ (ประชาชาติธุรกิจ)
เปิด 6 สัญญาณเตือน ESG ปี 69 โลกผันผวนบีบธุรกิจเร่งตั้งรับ (เดลินิวส์ออนไลน์)
ไทยพัฒน์ ชี้ทิศทาง ESG ปี 2569 เตือนธุรกิจ ! จับตา 6 แนวโน้ม-เร่งสร้างความพร้อมผัน (ผู้จัดการออนไลน์)
ไทยพัฒน์ชี้ ESG ปี 2569 ดิ่งขาลง ย้ำความพร้อมผัน ทางรอดธุรกิจจมวิกฤติโลกรวน (กรุงเทพธุรกิจ)
ไทยพัฒน์เปิดกรอบ M-A-T พลิกวิกฤติ ESG เป็นกำไร (The Story Thailand)
ไทยพัฒน์ แถลงทิศทาง ESG ปี 2569 (Wealth Plus Today)
ไทยพัฒน์เปิด 6 ทิศทาง ESG ปี 2569 (The Story Thailand)
2026 ESG กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นอะไร? (SD Perspectives)
Thaipat แถลงทิศทาง ESG ปี 2569 (มิติหุ้น)
Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน (กรุงเทพธุรกิจ)
ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ (กรุงเทพธุรกิจ)

 


สถาบันไทยพัฒน์ ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของภาคธุรกิจ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags ความหนา 36 หน้า เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรธุรกิจสามารถนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นโอกาสในการแปลงรูปแบบธุรกิจให้มีเกราะป้องกันภายในตัวที่ดี พร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และเพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งสู่วันข้างหน้า







กำหนดการแถลง "ทิศทาง ESG ปี 2569"


กำหนดการแถลง
ทิศทาง ESG ปี 2569: Sustainability Red Flags
และการเสวนาเรื่อง
‘Corporate Resilience in a Turbulent World’
โดย สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เวลา 13.00 - 16.00 น.
ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปกรุงเทพฯ สี่แยกปทุมวัน ถ.พระราม 1


13.00-13.30 น.ลงทะเบียน
13.30-14.15 น.กล่าวต้อนรับ
และแถลงถึงทิศทาง ESG ประจำปี 2569 โดย
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ
ประธาน สถาบันไทยพัฒน์
14.15-14.30 น.พักรับประทานอาหารว่าง
14.30-15.30 น.การเสวนาเรื่อง
‘Corporate Resilience in a Turbulent World’ โดย
คุณวรณัฐ เพียรธรรม
ผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์
คุณฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์
กรรมการ สถาบันไทยพัฒน์
ดำเนินการเสวนา โดย
คุณโมไนย เย็นบุตร
15.30-16.00 น.ถาม-ตอบ และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
16.00 น.จบงาน


* หมายเหตุ: กำหนดการและวิทยากรอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม




หนังสือ "6 ทิศทาง ESG ปี 2569"


ในรอบปีที่ผ่านมา จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในสังคมโลกที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบของกิจการต่อการดำเนินงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในภูมิภาคยุโรป เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า กระแสเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว

แม้ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะแผ่วลงจากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่เรื่องความยั่งยืน ยังถือเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโต ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และลัทธิปกป้องทางการค้า ล้วนเป็นตัวแปรทำให้ธุรกิจยังคงต้องแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะนำพาธุรกิจในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

สิ่งที่ธุรกิจควรคำนึงถึง มิใช่การชั่งใจว่าจะเลือกเดินต่อหรือชะลอการดำเนินงานด้านความยั่งยืนลง แต่ควรจะดำเนินการบนพื้นฐานที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะใช้ประเด็นความยั่งยืน จากที่เดิมคาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล (Long-term) มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ (Near-term) เป็นความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience (ความพร้อมผัน)

ในปี พ.ศ. 2569 ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนที่เป็นสัญญานเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ คือ การตีกลับด้านความยั่งยืน ภาวะ(เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ การทวงถามจากธรรมชาติ ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด และช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล

สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่จำต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น สามารถนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นโอกาสในการแปลงรูปแบบธุรกิจให้มีเกราะป้องกันภายในตัวที่ดี พร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และเพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งสู่วันข้างหน้า

 


ดาวน์โหลดหนังสือ
2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags



รายงาน 6 ทิศทาง ฉบับปีก่อนหน้า



ทิศทาง ESG ปี 2568
       
 
       
 
      

ทิศทาง CSR ปี 2565
      
ทิศทาง CSR ปี 2566
      
ทิศทาง ESG ปี 2567
      

ทิศทาง CSR ปี 2562
      
ทิศทาง CSR ปี 2563
      
ทิศทาง CSR ปี 2564
      

ทิศทาง CSR ปี 2559
      
ทิศทาง CSR ปี 2560
      
ทิศทาง CSR ปี 2561
      

ทิศทาง CSR ปี 2556
      
ทิศทาง CSR ปี 2557
      
ทิศทาง CSR ปี 2558
      

ทิศทาง CSR ปี 2553
      
ทิศทาง CSR ปี 2554
      
ทิศทาง CSR ปี 2555
      

ทิศทาง CSR ปี 2550
      
ทิศทาง CSR ปี 2551
      
ทิศทาง CSR ปี 2552




6 ทิศทาง ESG ปี 2569: Sustainability Red Flags


ทิศทางที่ 1
ESG Backlash: การตีกลับด้านความยั่งยืน

ในปี 2569 กิจการในไทย จะมีการทบทวนจุดยืนในเรื่อง ESG ใหม่ สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยศาสตร์ทางภูมิอากาศกับหน่วยงาน SBTi (Science Based Targets initiative) ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก รวมทั้งจะมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเรื่อง ESG ที่เน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว


ทิศทางที่ 2
Climate-driven Recession: ภาวะ(เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เลื่อนสถานะจากภัยคุกคามในอนาคต มาเป็นภัยคุกคามในปัจจุบัน เกษตรกรได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด ทำให้กิจการจะมีการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจโดยผนวกปัจจัยด้านภูมิอากาศ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตน้ำ และการพึ่งพิงธรรมชาติ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต้นทุน ระดับความเสี่ยง กระแสการลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต


ทิศทางที่ 3
Nature Call: การทวงถามจากธรรมชาติ

กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ จะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ การพึ่งพาบริการจากระบบนิเวศ และผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าองค์กร ผ่านการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โครงสร้างต้นทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และมูลค่าตราสินค้า รวมถึงสามารถอธิบายถึง การปรับตัวของธุรกิจต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ หรือต่อความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่เกี่ยวกับธรรมชาติในการช่วยเสริมสร้างมูลค่าในระยะยาวของกิจการ


ทิศทางที่ 4
Value Chain Challenges: ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า

กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จะคิดวิธีดำเนินการกับคาร์บอนในฐานะปัจจัยด้านผลิตภาพ (Factor of Productivity) ที่ช่วยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการสร้างมูลค่า ภาวะพร้อมผัน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ ตลอดจนการยกระดับวิธีดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง


ทิศทางที่ 5
Governance under Constraint: ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย ในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) ในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


ทิศทางที่ 6
Disclosure Gap: ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล

จากข้อจำกัดที่มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับกิจการ มีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน ทำให้ธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต่อการใช้ข้อมูล ESG ของกิจการ จะมีแนวทางการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยใช้การวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ มีการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อิงตามมาตรฐานการรายงานที่เกี่ยวข้อง และมีการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานผู้ประเมินซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง




ไทยพัฒน์ แถลงทิศทาง ESG ปี 2569

ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ


สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คาดการณ์ทิศทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ของภาคธุรกิจไทย ปี 2569 ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน โดยใช้ประเด็น ESG จากที่เดิมคาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ เป็นความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience (ความพร้อมผัน)


ปี 2569 จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในสังคมโลกที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบของกิจการต่อการดำเนินงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในภูมิภาคยุโรป เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า กระแสเรื่อง ESG ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว

แม้ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะแผ่วลงจากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่เรื่องความยั่งยืน ยังถือเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโต ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ และลัทธิปกป้องทางการค้า ล้วนเป็นตัวแปรทำให้ธุรกิจยังคงต้องแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะนำพาธุรกิจในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ได้กล่าวในงานแถลงทิศทาง ESG ปี 2569 ที่จัดขึ้นวันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า “ในปีนี้ ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนที่เป็นสัญญานเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ คือ การตีกลับด้านความยั่งยืน ภาวะ(เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ การทวงถามจากธรรมชาติ ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด และช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล

ในปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่จำต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น สามารถนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นโอกาสในการแปลงรูปแบบธุรกิจให้มีเกราะป้องกันภายในตัวที่ดี พร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และเพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งสู่วันข้างหน้า (ดูเอกสารแนบ ดูเอกสารแนบ 6 ทิศทาง ESG ปี 2569: Sustainability Red Flags)

สำหรับงานแถลงทิศทาง ESG ปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ ยังได้จัดให้มีการเสวนาเรื่อง Corporate Resilience in a Turbulent World เพื่อนำเสนอกรอบความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience Framework) ที่ประกอบด้วยการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ซึ่งส่งผลต่อการสร้างมูลค่าของกิจการ การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และการส่งมอบประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้เงื่อนไขที่โลกมีความปั่นป่วนในหลายด้าน


นายวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “ในสภาวการณ์เช่นนี้ องค์กรควรยกระดับการดำเนินงาน ESG จาก การปฏิบัติตามเชิงรับ สู่ การสร้างคุณค่าเชิงรุก ประการแรก เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยใช้ช่วงเวลานี้วางรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าที่กฎหมายกำหนด ประการที่สอง เป็นการเปลี่ยนจาก Compliance สู่ Value Creation โดยบูรณาการความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ และประการที่สาม เป็นการลงทุนในระบบที่แท้จริงด้วยการสร้างระบบการจัดการข้อมูลและการรายงานที่มีคุณภาพ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กร

นายฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์ กรรมการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวเสริมว่า “เครื่องมือที่กิจการสามารถนำมาใช้ในกรอบความพร้อมผันของกิจการ ได้แก่ เครื่องมือการประเมินผลตอบแทนจากความพร้อมผัน (Return on Resilience - RoR) ที่ใช้ได้ทั้งในระยะของการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และการเปลี่ยนผ่าน โดยเชื่อมโยงกับรายจ่ายด้านทุน (CAPEX) และรายจ่ายดำเนินงาน (OPEX) และเครื่องมือการคำนวณปันผลสามประโยชน์จากความพร้อมผัน (Triple Dividend of Resilience - TDR) ในระยะของการปรับตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์ที่ได้รับจากการพิจารณาปัจจัยการพึ่งพาและปัจจัยเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญอย่างรอบด้าน

Corporate Resilience Framework ที่สถาบันไทยพัฒน์นำมาเปิดเผยในงานนี้เป็นครั้งแรก จะช่วยให้กิจการสามารถใช้เป็นกลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ที่มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง

องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถศึกษาแนวการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับสัญญานเตือนด้านความยั่งยืนจากปัจจัย ESG ทั้ง 6 ทิศทาง ในหนังสือ 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags ซึ่งสามารถดาวน์โหลด (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ทางเว็บไซต์ https://thaipat.org ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป



สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สถาบันไทยพัฒน์ ปิยเลขา ไหล่แท้ โทร 0-2930-5227





Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน


เหตุผลหลักในการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความพร้อมผันและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา มักเน้นไปที่การลดความเสี่ยงและลดต้นทุนที่เกิดจากภาวะวิกฤตด้านภูมิอากาศ และด้านอื่น ๆ เพื่อปกป้องกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม ทรัพย์สิน ตลอดจนสวัสดิภาพของพลเมือง อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

แนวทาง "การปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน" (Triple Dividend of Resilience หรือ TDR) ได้จำแนกและรวบรวมมูลค่าที่แตกต่างกันสามส่วน ประกอบด้วย การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (ปันผลส่วนที่หนึ่ง) การก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนา (ปันผลส่วนที่สอง) และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (ปันผลส่วนที่สาม) ซึ่งใช้ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนทางธุรกิจ แนวทางนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ และเหมาะสำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพในการปรับตัวที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่โครงการ แผนงาน ไปจนถึงการปฏิรูปนโยบาย


แนวคิดเรื่องการปันผลประโยชน์สามส่วนนี้มิได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยมองว่าโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมีผลประโยชน์ที่ไม่จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการเหล่านี้ จึงควรให้ค่ากับประโยชน์เพิ่มเติมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยคุกคามทางภูมิอากาศนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

ปันผลส่วนแรกของการสร้างความพร้อมผัน คือ การรักษาชีวิตและหลีกเลี่ยงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลพื้นฐานและแรงจูงใจร่วมสำหรับการลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผัน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือจะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนกรณีนี้ขาดแรงดึงดูด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่จับต้องได้ทันทีจากการปันผลส่วนที่สองและสาม ซึ่งได้ประโยชน์แม้ในช่วงที่ไม่มีภาวะวิกฤต

ปันผลส่วนที่สองของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นจากการลงทุนด้านการปรับตัว ไม่ว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม การลดและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น จะช่วยให้ครัวเรือน กิจการห้างร้าน และรัฐบาล ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดินและทรัพย์สิน ฯลฯ ต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าประกันภัย การป้องกันน้ำท่วม หรือระบบสำรองพลังงาน จะลดลงจากการลงทุนด้านการปรับตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ปันผลส่วนที่สองนี้ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงินขององค์ประกอบต่าง ๆ สามารถประมาณการได้โดยใช้ราคาตลาด

ปันผลส่วนที่สามของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์เพิ่มเติมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ เช่น คันกั้นน้ำท่วมที่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ชุ่มน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ให้ประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หลบภัยพายุที่ใช้งานเป็นลานกิจกรรมสำหรับชุมชน หรือการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในย่านต่าง ๆ ที่ปลอดจากผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่พื้นที่ใจกลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ) ปันผลส่วนที่สามนี้ ต่างจากส่วนแรกและส่วนที่สอง ตรงที่ถูกเรียกว่า "ผลกระทบภายนอก" (Externalities) เนื่องจากมักไม่ได้ถูกประเมินมูลค่าในทางเศรษฐกิจ แต่จะประเมินผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น การประเมินมูลค่าความพึงพอใจ (Contingent Valuation) หรือการกำหนดราคาตามความรู้สึก (Hedonic Pricing)

ที่สำคัญ การประมาณการปันผลครบทั้งสามส่วน จะช่วยให้เห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้น แม้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะมิได้เกิดขึ้น การละเลยปันผลส่วนที่สองและสามนี้ หมายถึง การมองข้ามประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างงาน การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น คุณภาพอากาศและน้ำ ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น โอกาสด้านนันทนาการ ความหลากหลายของสายพันธุ์และพืชคลุมดิน โอกาสทางการศึกษา การประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางสังคม ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ มักจะมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าของความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้

จากผลการศึกษาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในงานที่ชื่อว่า 'Strengthening the investment case for climate adaptation: A triple dividend approach' ได้นำเสนอหลักฐานที่หนักแน่นว่า การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัวและความพร้อมผัน ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ชาญฉลาดในปัจจุบัน

ในการศึกษาดังกล่าว ได้ทำการวิเคราะห์การลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผันจำนวน 320 รายการ ใน 12 ประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และพบว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ ที่ลงทุนในการปรับตัวและความพร้อมผัน จะสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า 10 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่อาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 27%

มีตัวอย่างในบางภาคส่วนที่มีผลตอบแทนสูงยิ่งกว่านั้น เช่น การลงทุนในภาคสาธารณสุขถูกคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า 78% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากประโยชน์มหาศาลในการปกป้องชีวิตผู้คนจากผลกระทบทางภูมิอากาศ อาทิ โรคลมแดด มาลาเรีย และไข้เลือดออก ส่วนการลงทุนในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ อาทิ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่สูงเป็นพิเศษจากการรักษาชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน

การศึกษานี้จำกัดความการลงทุนเพื่อการปรับตัวว่าเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการลดหรือจัดการความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรอัจฉริยะทางภูมิอากาศ การขยายบริการสาธารณสุข และการป้องกันน้ำท่วมเมือง อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี พบว่าผลประโยชน์ด้านการพัฒนาและที่สังคมได้รับนั้น มีมูลค่าเทียบเท่าหรือสูงกว่าความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้จากผลกระทบทางภูมิอากาศ

WRI ประเมินโครงการโดยอิงจากผลตอบแทนหลักสามส่วน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้น เช่น การสร้างงาน และการผลิตพืชผลที่เพิ่มขึ้น และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เช่น ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลประโยชน์มีการกระจายตัวค่อนข้างสม่ำเสมอในทั้งสามส่วน ทว่ามีเพียง 8% ของการประเมินการลงทุนที่มีประมาณการมูลค่าเป็นตัวเงินของผลประโยชน์ครบทั้งสามส่วน ซึ่งบ่งชี้ว่าในการประเมินทางเศรษฐกิจของการลงทุนเพื่อการปรับตัวส่วนใหญ่ มีการประเมินอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

แม้ว่าการลงทุนเพื่อการปรับตัวโดยดั้งเดิม จะเน้นที่การลดความเปราะบางทางภูมิอากาศและการเสริมสร้างความพร้อมผัน แต่ผลการศึกษาพบว่า กว่า 50% ของผลประโยชน์ที่ได้รับ ถูกระบุไว้ แม้ว่าจะไม่มีภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศเกิดขึ้นเลยก็ตาม

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจมอบคุณค่าได้ตลอดทั้งปี เช่น ระบบชลประทานสามารถรองรับรูปแบบการปลูกพืชที่หลากหลาย และศูนย์อพยพอาจปรับใช้เป็นศูนย์กิจกรรมชุมชนได้ ในขณะที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การปกป้องลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่ง มักจะให้ประโยชน์เพิ่มเติมด้านนิเวศวิทยาและนันทนาการได้ด้วย

ผลการวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับตัวมิได้เป็นเพียงมาตรการป้องกันเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนภารกิจที่มีลำดับความสำคัญของการพัฒนาในระดับประเทศ และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนด้านการปรับตัวที่นำมาวิเคราะห์ ถูกตั้งเป้าว่าจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบสามารถดำเนินไปในแบบคู่ขนาน การซ้อนเหลื่อมกันนี้ได้เปิดทางสำหรับการระดมเม็ดเงินด้านภูมิอากาศในบริบทของการลงทุนสีเขียว

ตัวอย่างที่เด่นชัดของสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ในแบบคู่ขนาน พบในภาคพลังงาน ภาคป่าไม้ ภาคขนส่ง ภาคเมือง และภาคการเกษตร หลายโครงการใช้การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนและมอบคุณประโยชน์ทางนิเวศวิทยา เช่น การปลูกต้นไม้ในเมืองเพื่อลดความร้อน หรือการสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ลาดชันเพื่อลดการกัดเซาะดิน

จากข้อค้นพบเหล่านี้ WRI แนะนำให้ภาครัฐพิจารณาการปรับตัวในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ และบูรณาการเรื่องความพร้อมผันเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้มีแนวทางมาตรฐานในการวัดผลและรายงานผลลัพธ์ของการปรับตัว ในทางที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเปรียบเทียบ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของการลงทุน

แนวทางการปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนในการปรับตัว โดยช่วยกำหนดมาตรฐานต้นทุน ผลประโยชน์ และตัวชี้วัดในระดับโครงการ ซึ่งทำได้โดยการใช้ข้อมูลระดับโครงการเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์สุทธิแยกตามประเภทของปันผล กับต้นทุนโครงการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้น

จะเห็นว่า สำหรับภาคธุรกิจ ความพร้อมผัน คือ กลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง


[Original Link]



ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ


ธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ทั้งความซับซ้อน ความพัวพันเกี่ยวโยง และความเป็นพลวัตที่มากขึ้น ทุกกิจการกำลังเผชิญกับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าในยุคก่อน ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องกิจการในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมผัน (Resilience) เพื่อวันพรุ่งนี้ จึงจะมีโอกาสอยู่รอด


ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งจากระเบียบโลกเดิมที่ถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดเอกภาคีนิยม (นโยบายที่กระทำฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเห็นชอบ การสนับสนุน หรือผลกระทบต่อประเทศอื่น) และลัทธิคุ้มครองทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียว อาชญากรรมทางไซเบอร์ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นพร้อมกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกรวมสามปี (ค.ศ. 2023-2025) ได้เพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 1.48 °C เกินกว่าระดับอุณหภูมิยุคก่อนอุตสาหกรรม และเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันต้องการ “ภาวะพร้อมผัน” ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์ การตอบสนอง และการปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

การสร้างความพร้อมผัน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจลักษณะของความพึ่งพา (Dependencies) ความเสี่ยง (Risks) และผลกระทบ (Impacts) ที่ธุรกิจอาจต้องเผชิญ

ภาวะพร้อมผัน เป็นความสามารถของระบบและส่วนประกอบต่างๆ ในการคาดการณ์ รับมือ ปรับตัว หรือฟื้นตัวจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่เป็นภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างหลักประกันในการรักษา การฟื้นฟู หรือการปรับปรุงโครงสร้างและหน้าที่พื้นฐานที่จำเป็นของระบบนั้น ๆ

ภาวะพร้อมผัน ยังรวมถึงการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (Downside) และการเตรียมพร้อมเพื่อฉกฉวยโอกาสที่เกิดขึ้น (Upside)

ความผันผวนทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ไปอีกนาน และอาจกลายเป็น "ความปกติใหม่" ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้กิจการควรให้ความสำคัญกับทั้งมาตรการตั้งรับ และมาตรการเชิงรุก เพื่อปกป้องบริษัทในระยะสั้น และหาโอกาสในการปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ การตัดสินใจของกิจการจะต้องมุ่งเน้นทั้งการเติบโตและผลิตภาพไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเน้นผลิตภาพเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่เมื่อวงรอบธุรกิจถัดไปมาถึง กิจการอาจถูกคู่แข่งทิ้งห่างทางกลยุทธ์โดยไม่ทันตั้งตัว

ภาวะพร้อมผัน เป็นเรื่องของความสามารถในการ "พลิกตัว" เมื่อกิจการต้องเผชิญกับความชะงักงัน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งสำหรับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วย การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

เริ่มต้นที่การรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ และลักษณะของความพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบที่มีต่อบริษัท ซึ่งมิใช่เพียงการพยากรณ์ในทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลายทาง พร้อมการทดสอบภาวะวิกฤต การวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน ความชะงักงันแบบใดที่เป็นชนวนให้ต้องตัดสินใจ และความชัดเจนว่าจะเลือกตัดสินใจแบบใด

การบรรเทาผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ โดยต้องพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ เช่น การบริหารค่าใช้จ่าย การปรับราคา หรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ อาทิ การประกาศขึ้นภาษีการค้า จำต้องมีการสั่งของล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อสำรองสินค้าในราคาเดิมจากผู้ส่งมอบต่างประเทศ ส่วนการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง เช่น การย้ายฐานการผลิต การเจรจาเงื่อนไขใหม่กับผู้ส่งมอบ หรือการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่การเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เพื่อเกลี่ยการส่งมอบให้ไม่ยึดติดกับผู้ส่งมอบแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อองค์กรให้พร้อมต่อการรับแรงกระแทกจากภายนอก มีการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจตามฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ และการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม ได้แก่ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัวและผลลัพธ์ที่คาดหวัง และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน เพราะสิ่งที่องค์กรต้องเรียนรู้ มิใช่เพียงการฝึกฝนเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการบริหารองค์กร รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้าและพันธมิตรทางการค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความพร้อมผันของกิจการที่กำกับดูแล ด้วยการเสนอให้มีการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อดูว่าบริษัทมีการเตรียมพร้อมอย่างไร ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนและความรวดเร็วในการดำเนินการ รวมถึงการวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เช่น การประเมินความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในกรณีที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์

เพื่อให้ตอบโจทย์ความพร้อมผันของกิจการอย่างรอบด้าน ธุรกิจควรคำนึงถึงทางเลือกในการตัดสินใจ นอกเหนือจากการตัดลดต้นทุน แต่มองถึงความเป็นไปได้ของการลงทุนแบบสวนกระแสในบางโอกาส เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายได้อย่างราบรื่นในที่สุด


[Original Link]