Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

Corporate Resilience Model

Framework       Model       Triple Dividend       Network


ภายใต้กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ ประกอบด้วย 3 รูปแบบกิจกรรม ที่เรียกว่า M-A-T Model ได้แก่

กิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ที่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านความเสี่ยงและผลกระทบ ในลักษณะที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่ออยู่รอด (Survival) กิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) ที่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านความเสี่ยงและการพึ่งพา ในลักษณะที่เป็นการปรับตัวเพื่อไปต่อ (Stay in the game) และกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ที่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านผลกระทบและการพึ่งพา ในลักษณะที่เป็นการปรับเปลี่ยนสู่อนาคต (Pave towards future)


M-A-T Model for Corporate Resilience

กิจการที่ดำเนินงานตามกรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ จะเริ่มต้นที่การรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ และลักษณะของความเสี่ยง ผลกระทบ และการพึ่งพา ซึ่งมิใช่เพียงการพยากรณ์ในทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลายทาง พร้อมการทดสอบภาวะวิกฤต การวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกระบวนการตัดสินใจที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน ความชะงักงันแบบใดที่เป็นชนวนให้ต้องตัดสินใจ และความชัดเจนว่าจะเลือกตัดสินใจแบบใด

กิจกรรมการบรรเทาผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ โดยต้องพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ เช่น การบริหารค่าใช้จ่าย การปรับราคา หรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ อาทิ การประกาศขึ้นภาษีการค้า จำต้องมีการสั่งของล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อสำรองสินค้าในราคาเดิมจากผู้ส่งมอบต่างประเทศ

ส่วนกิจกรรมการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง เช่น การเจรจาเงื่อนไขใหม่กับผู้ส่งมอบ หรือการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ตามระดับความเสี่ยงและการพึ่งพา

ขณะที่กิจกรรมการเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เช่น การจัดหาวัตถุดิบทดแทน เพื่อเกลี่ยการส่งมอบให้ไม่ยึดติดกับผู้ผลิตจากแหล่งเดียว หรือการออกสินค้าใหม่ เพื่อสนองตลาดกลุ่มใหม่ ตามระดับผลกระทบและการพึ่งพา

เปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อองค์กรให้พร้อมต่อการรับแรงกระแทกจากภายนอก มีการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจตามฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ และการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม คือ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัว และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว ยังสามารถคำนวณเป็นตัวเลขทางการเงิน โดยการประมาณมูลค่าความเสี่ยง เช่น ภัยทางสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมินค่าความเสียหายของทรัพย์สิน หรือความสูญเสียจากการหยุดชะงักทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นตามระดับของอุทกภัย

จากนั้น ทำการระบุและจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่มีประสิทธิผลสูงสุดตามหลักเทคนิคและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ อาทิ การสร้างแนวกั้นน้ำท่วม การยกอุปกรณ์หรือสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญขึ้นที่สูง

ด้วยความสามารถในการระบุตัวเลขมูลค่าเสี่ยงภัยที่ลดได้ และตัวเลขรายจ่ายที่ใช้ในกิจกรรมที่แม่นยำ จะสามารถจำลองผลตอบแทนจากความพร้อมผัน (Return on Resilience) ตามการประเมินภายใต้สมมุติฐานเงื่อนเวลาและระดับความรุนแรงของภัยทางสภาพภูมิอากาศได้ ด้วยสมการ ดังนี้


Return on Resilience

ทั้งนี้ การระบุตัวเลขมูลค่าพึงได้และการประมาณค่าผลตอบแทนทางการเงินจากกิจกรรมความพร้อมผัน จะเป็นรากฐานสำหรับการสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม และเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่ชัดเจนสำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ กิจกรรมการปรับตัว และกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน ตาม M-A-T Model ภายใต้กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ

ด้วยเงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ธุรกิจตระหนักดีว่า ต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้น สูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำ และการลงทุนด้านความพร้อมผันในภาคเอกชนสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราที่น่าพอใจ หากมีการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ที่นำไปสู่การคำนวณผลตอบแทนจากความพร้อมผันอย่างเหมาะสม

ที่สำคัญ ความพร้อมผันมิใช่เรื่องที่เป็นวาระรองอีกต่อไป แต่คือรากฐานของการเติบโตและเสถียรภาพ ธุรกิจสามารถพลิกวงจรจาก 'ต้นทุนที่พุ่งสูง' สู่ 'ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น' เป็นทางเลือกระหว่างการชะลอแล้วเผชิญกับการสูญเสียที่ทวีคูณ กับการลงมือทำตอนนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ความปลอดภัย และความสามารถทางการแข่งขันซึ่งสามารถนำไปสู่การส่งมอบ 'ปันผลสามประโยชน์' (Triple Dividend) ให้แก่สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม