หนังสือ "6 ทิศทาง ESG ปี 2569"
ในรอบปีที่ผ่านมา จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในสังคมโลกที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบของกิจการต่อการดำเนินงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในภูมิภาคยุโรป เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า กระแสเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว
แม้ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะแผ่วลงจากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่เรื่องความยั่งยืน ยังถือเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโต ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และลัทธิปกป้องทางการค้า ล้วนเป็นตัวแปรทำให้ธุรกิจยังคงต้องแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะนำพาธุรกิจในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างราบรื่น
สิ่งที่ธุรกิจควรคำนึงถึง มิใช่การชั่งใจว่าจะเลือกเดินต่อหรือชะลอการดำเนินงานด้านความยั่งยืนลง แต่ควรจะดำเนินการบนพื้นฐานที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะใช้ประเด็นความยั่งยืน จากที่เดิมคาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล (Long-term) มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ (Near-term) เป็นความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience (ความพร้อมผัน)
ในปี พ.ศ. 2569 ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนที่เป็นสัญญานเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ คือ การตีกลับด้านความยั่งยืน ภาวะ(เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ การทวงถามจากธรรมชาติ ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด และช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล
สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่จำต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น สามารถนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นโอกาสในการแปลงรูปแบบธุรกิจให้มีเกราะป้องกันภายในตัวที่ดี พร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และเพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งสู่วันข้างหน้า
ดาวน์โหลดหนังสือ
2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags
แม้ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะแผ่วลงจากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว แต่เรื่องความยั่งยืน ยังถือเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโต ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และลัทธิปกป้องทางการค้า ล้วนเป็นตัวแปรทำให้ธุรกิจยังคงต้องแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะนำพาธุรกิจในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างราบรื่น
สิ่งที่ธุรกิจควรคำนึงถึง มิใช่การชั่งใจว่าจะเลือกเดินต่อหรือชะลอการดำเนินงานด้านความยั่งยืนลง แต่ควรจะดำเนินการบนพื้นฐานที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะใช้ประเด็นความยั่งยืน จากที่เดิมคาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล (Long-term) มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ (Near-term) เป็นความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience (ความพร้อมผัน)
ในปี พ.ศ. 2569 ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนที่เป็นสัญญานเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ คือ การตีกลับด้านความยั่งยืน ภาวะ(เศรษฐกิจ)ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ การทวงถามจากธรรมชาติ ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด และช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล
สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่จำต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น สามารถนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นโอกาสในการแปลงรูปแบบธุรกิจให้มีเกราะป้องกันภายในตัวที่ดี พร้อมรับมือกับความผันผวนจากภายนอก และเพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งสู่วันข้างหน้า
ดาวน์โหลดหนังสือ
2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags






























