Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

หาดทิพย์ ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

พร้อมนำ SIF ประเมินผลกระทบโครงการบริหารจัดการน้ำชุมชน


บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) (HTC) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือ “โคคา-โคล่า” ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน 931 หลักทรัพย์ โดยสถาบันไทยพัฒน์ ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจของหาดทิพย์ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตขององค์กร ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี


พลตรี พัชร รัตตกุล (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) (HTC) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ประจำปี 2569 ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จาก นายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานกรุงเทพฯ

พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราอยู่กับคนใต้มานานเกือบ 60 ปี และเชื่อมาตลอดว่าธุรกิจจะเติบโตคนเดียวไม่ได้ ชุมชนรอบตัวเราก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน”

นอกจากนี้ หาดทิพย์ยังร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์ ประเมินรอยเท้าผลกระทบทางสังคม (Social Impact Footprint: SIF) ของโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อวัดผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชน และนำข้อมูลมาประกอบการพัฒนาโครงการในระยะต่อไป ผลการประเมินพบว่า โครงการครอบคลุมประชากร 947 คน จาก 289 ครัวเรือน ช่วยให้ชุมชนเข้าถึงน้ำสะอาดในราคาที่ลดลงประมาณสองในสาม และสามารถบริหารจัดการระบบน้ำได้ด้วยตนเอง


พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) (HTC) รับมอบประกาศนียบัตร Social Impact Footprint จากนายวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์

การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ควบคู่กับการนำเครื่องมือประเมินผลกระทบมาใช้ในการดำเนินงาน สะท้อนความตั้งใจของหาดทิพย์ในการพัฒนาธุรกิจและการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



แนะนำ TCAF: เครื่องมือกำกับติดตามก๊าซเรือนกระจกแฝงจากกิจกรรมทางการเงิน


ในการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบัน ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของภาคการเงินและสถาบันการเงินทั่วโลก การประเมินและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มิได้จำกัดอยู่เพียงกิจกรรมทางตรงขององค์กร เช่น การใช้ไฟฟ้าหรือน้ำมันเชื้อเพลิงในสำนักงาน (Scope 1 และ Scope 2) อีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมไปถึงกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) โดยเฉพาะหมวดที่ 15 มลอากาศที่สืบเนื่องจากการลงทุนและการให้สินเชื่อ (Financed Emissions) ซึ่งนับเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ที่สุดของกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทจัดการลงทุน

สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทประกันภัย หรือกลุ่มธุรกิจโฮลดิ้ง (Holding Company) สภาพการดำเนินงานหลัก คือ การจัดสรรเงินทุน การให้สินเชื่อ และการลงทุนในกิจการต่าง ๆ แม้ว่าสำนักงานของสถาบันการเงินจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มาก แต่ "เม็ดเงิน" ที่ส่งผ่านไปยังธุรกิจต่าง ๆ เหล่านั้น กลับนำไปสู่การเกิดก๊าซเรือนกระจกแฝงในปริมาณมหาศาล มลอากาศแฝงดังกล่าวนี้ ถูกเรียกว่า Financed Emissions

ปัจจุบัน กรอบการรายงานและมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol และ PCAF (Partnership for Carbon Accounting Financials) รวมถึงกรอบเป้าหมาย SBTi (Science Based Targets initiative) สำหรับสถาบันการเงิน ได้ผลักดันให้องค์กรภาคการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลและกำหนดเป้าหมายการลดมลอากาศแฝงอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนเกณฑ์การรายงานด้านความยั่งยืนยุคใหม่ เช่น มาตรฐาน IFRS S2 (พัฒนาขึ้นจาก TCFD) และ ESRS E1 ต่างกำหนดให้การวัดและเปิดเผยข้อมูล Scope 3 Financed Emissions เป็นสิ่งจำเป็น

ความท้าทายสำคัญที่สถาบันการเงินไทยต้องเผชิญในการประเมิน Financed Emissions คือ การจัดหาข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกหนี้หรือบริษัทที่ไปลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Non-listed Companies) หรือลูกหนี้ขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งยังขาดแคลนข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ส่งผลให้การคำนวณและรายงานข้อมูล Scope 3 เป็นไปได้อย่างยากลำบากและไม่ครอบคลุม


เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านข้อมูลและช่วยให้ภาคการเงินไทยสามารถประเมิน Financed Emissions ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า TCAF (Thaipat Carbon Attribution Factors) ซึ่งเป็นค่าดัชนีชี้วัดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรธุรกิจต่อมูลค่ากิจการ โดยคำนวณจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (Scope 1-3) ขององค์กร หารด้วยมูลค่ากิจการรวมเงินสด หรือ EVIC (Enterprise Value Including Cash) โดยมีหน่วยการคำนวณเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านบาท

จุดเด่นที่ TCAF เข้ามาแก้ปัญหา คือ การรวมค่าสัดส่วนระหว่าง (ปริมาณคาร์บอนของบริษัท / EVIC) ไว้เป็นค่าปัจจัยสำเร็จตามกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry / Sector Specific) ดังนั้น สถาบันการเงินหรือผู้ลงทุนจึงต้องการข้อมูลเพียง "จำนวนเงินที่ให้กู้หรือจำนวนเงินที่ไปลงทุน" ก็สามารถนำมาคูณกับค่า TCAF Factor เพื่อหาปริมาณ Financed Emissions ในพอร์ตการลงทุนได้ทันที

การประยุกต์ใช้ TCAF จึงช่วยลดความยุ่งยาก ลดภาระการจัดเก็บข้อมูลจากลูกหนี้ และช่วยให้สถาบันการเงินรับรู้ขอบข่ายมลอากาศแฝง Scope 3 หมวด 15 ของตนเองได้ในทันที

อย่างไรก็ดี หากสถาบันการเงินใช้ TCAF เป็นเครื่องมือคัดกรองเชิงลบ (Negative Screening) เพื่อบริหารจัดการความยั่งยืน โดยเลือกปล่อยสินเชื่อหรือลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีค่า TCAF ต่ำ (ปล่อยคาร์บอนน้อย) และปฏิเสธบริษัทที่มีค่า TCAF สูง อาจไม่ได้ช่วยให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในโลกจริงลดลง เนื่องจากบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสูงยังคงดำเนินกิจกรรมแบบเดิมต่อไป

เครื่องมือ TCAF จึงต้องใช้ควบคู่กับเครื่องมือ S3ER (Scope 3 Emission Reduction) ซึ่งได้นำเสนอในบทความตอนที่แล้ว สำหรับเป็นแนวทางในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transition) โดยสถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูล TCAF ในการชี้เป้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย แล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financial Products) เช่น สินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี (Transition Loans) หรือการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds) เข้าไปสนับสนุนและช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มที่มีคาร์บอนสูง ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ลงได้

TCAF จึงเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดในการกำกับติดตามก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเงิน (Financed Emissions) สำหรับภาคการเงินไทย ช่วยเปลี่ยนงานบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกระบวนการที่สามารถวัดผลได้ นำไปรายงานได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากล (PCAF, SBTi, IFRS S2) และที่สำคัญที่สุด สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคการเงินไทยให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนและสินเชื่อ มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้อย่างยั่งยืน




[Original Link]



ศิครินทร์ ติดทำเนียบหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 เป็นปีที่ 6


บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) (SKR) ผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายเสนีย์ จิตตเกษม (คนกลาง) ประธานกรรมการ และ นายแพทย์อติรัชต์ จรูญศรี (คนขวา) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) (SKR) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพฯ

นายเสนีย์ จิตตเกษม ประธานกรรมการ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) (SKR) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มบริการ/การแพทย์ และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นเวลา 6 ปีต่อเนื่อง (พ.ศ. 2564-2569)

“ศิครินทร์บูรณาการหลักการความยั่งยืนเข้าไปในทุกกิจกรรมและกระบวนการตัดสินใจเพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน โดยเดินหน้าดำเนินโครงการ Sikarin Connect หรือโรงพยาบาลเคลื่อนที่ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนและระยะเวลาในการเดินทาง และเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความเสี่ยงทางสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและนโยบาย Healthy Thailand ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนเกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรง รวมถึงโครงการสนับสนุนบริการตรวจสุขภาพและการรักษาในราคาที่เข้าถึงได้”

นอกจากนี้ ศิครินทร์ยังแสดงถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นพลเมืองโลกที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG ที่มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ของโรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 147.96 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 70.28 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของโรงพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



NER ติดทำเนียบ “ESG100” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

ตอกย้ำการสร้างคุณค่าที่มากกว่ายาง


บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) ผู้นำ การดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม และสินค้าปลายน้ำแผ่นยางพาราปูพื้นคุณภาพสูง เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ (ที่สองจากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สองจากขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานขาย นอร์ทอีส รับเบอร์ กรุงเทพฯ

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) เป็นหลักทรัพย์ที่ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน โดยถือเป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 (พ.ศ. 2562-2569)

“บริษัทฯ มุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติคุณภาพสูงที่ผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยกลยุทธ์ 4Ds (สินค้าดี คู่ค้าดี สิ่งแวดล้อมดี และสังคมดี) พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคู่ค้าเกษตรกรสวนยางและชุมชนท้องถิ่นในทุกพื้นที่ที่บริษัทฯ เข้าไปประกอบธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ภายใต้พันธกิจ NER สร้างคุณค่าที่มากกว่ายาง”

บริษัทฯ ได้ยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการบริการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ทาทา สตีล ประเทศไทย ติดทำเนียบ ESG100 ปี 2569 ตอกย้ำธุรกิจเหล็กยั่งยืน

ขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล


บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กสำหรับงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 จากสถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งคัดเลือกจากหลักทรัพย์จดทะเบียน บริษัท กองทุน และทรัสต์เพื่อการลงทุนรวม 931 แห่ง สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครั้งนี้นับเป็นปีที่ 6 ที่บริษัทได้รับคัดเลือกเข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ได้แก่ ปี 2558, 2564, 2565, 2566, 2568 และ 2569


นายอนุรัก ปานเดย์ (คนซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TSTH) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงาน บมจ.ทาทา สตีล (ประเทศไทย) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

นายอนุรัก ปานเดย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าบริษัทสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล โดยความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรมหรือเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร วัฒนธรรมการทำงาน และแนวทางการตัดสินใจในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการลูกค้า ไปจนถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

“เรามุ่งสร้างคุณค่าที่มากกว่าเหล็ก ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย พัฒนากระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการ และยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทยและสังคมไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน”

ทาทา สตีล ประเทศไทย ผสานหลัก ESG เข้ากับการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการสร้างคุณค่าร่วมกับลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในมิติสิ่งแวดล้อม บริษัทใช้เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnace หรือ EAF ซึ่งใช้เศษเหล็กรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบหลัก และมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตเหล็กแบบดั้งเดิม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตของบริษัทได้รับการรับรองฉลากเขียวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดย TATA TISCON เป็นรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับฉลากเขียวครอบคลุมทั้งเหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย สะท้อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันในปี 2569 บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมการยกระดับการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนตามแนวคิด Double Materiality Assessment ร่วมกับบริษัทในกลุ่มทาทา สตีลในประเทศอินเดีย สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำผลการประเมินมาใช้กำหนดทิศทางและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การจัดทำรายชื่อ ESG100 ของสถาบันไทยพัฒน์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยอ้างอิงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ และตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS และ UN PRI เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน และสะท้อนศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และหลักธรรมาภิบาลอย่างสมดุล

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



แนะนำ S3ER เครื่องมือบริหารก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3


ด้วยเหตุที่กิจการมักประสบกับความยากลำบากในการเก็บรวบรวมข้อมูลมลอากาศ ทำให้ไม่สามารถวางแผนและกำหนดเป้าหมายด้านการลดปริมาณการปล่อยมลอากาศ ทั้งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กร (Scope 1) จากการใช้พลังงาน (Scope 2) และจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3)


กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อย คือ การรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร ที่ประกอบด้วยข้อมูลมลอากาศทางตรง (Direct Emissions) จากการดำเนินงานในขอบข่ายที่ 1 และข้อมูลมลอากาศทางอ้อม (Indirect Emissions) จากการใช้พลังงานในขอบข่ายที่ 2 ที่ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ครบถ้วนทั้งขอบเขต (Boundary) ในระยะแรกก็ตาม

ยิ่งเมื่อเป็นการรายงานข้อมูลมลอากาศทางอ้อมอื่นๆ ในขอบข่ายที่ 3 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงาน 15 ประเภท องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า เกี่ยวพันกับคู่ค้าที่ซึ่งกิจการไม่มีอำนาจควบคุมหรือไม่มีความเป็นเจ้าของในการสั่งการ อีกทั้งต้นทุนในการรวบรวมข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการดำเนินกิจกรรมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตัวกิจการเอง

สถาบันไทยพัฒน์ เล็งเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับช่วยองค์กรธุรกิจในการคำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ที่เป็นไปตามหลักการในมาตรฐานทางบัญชีและการรายงานข้อมูลห่วงโซ่คุณค่า (ขอบข่ายที่ 3) ของกิจการ ที่ออกโดยหน่วยงาน GHG Protocol ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ในมาตรฐานของ GHG Protocol ระบุให้กิจการสามารถใช้ข้อมูลทุติยภูมิเพื่อคำนวณหาปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมจากคู่ค้าโดยตรง ในกรณีที่คู่ค้าไม่มีข้อมูล หรือข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมได้มีคุณภาพต่ำกว่าข้อมูลทุติยภูมิ (อ้างอิงหัวข้อ 7.3 Guidance for selecting data ในมาตรฐานของ GHG Protocol)

เครื่องมือ S3ER Tool (Scope 3 Emission Reduction) ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้กิจการสามารถใช้คำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 และนำไปสู่การบริหารมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่า โดยสถาบันได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลอัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (Sector Emission Ratio: SER) ที่สามารถใช้บ่งชี้สัดส่วนปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 โดยใช้ข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 1 และ 2 ของกิจการมาเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการคำนวณ

ทั้งนี้ อัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (SER) ปีฐาน (พ.ศ. 2566) ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลมลอากาศของกิจการไทยจำนวน 841 แห่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ นำมาประมวลแสดงเป็นค่าเฉลี่ยของปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 เทียบกับปริมาณมลอากาศรวมทั้งหมด ในหน่วยร้อยละ (%) จำแนกตามหมวดธุรกิจ จำนวน 26 สาขา ซึ่งมีค่าอยู่ในช่วง 54% - 99%

ปริมาณมลอากาศที่ได้จากการคำนวณด้วย SER ถือเป็นข้อมูลทุติยภูมิที่สามารถใช้ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิ ในกรณีที่กิจการต้องการทราบขนาดเชิงสัมพัทธ์ของปริมาณมลอากาศที่เกิดจากกิจกรรมในขอบข่ายที่ 3 เพื่อวัตถุประสงค์ในการระบุจุดอ่อนไหว และกำหนดลำดับความสำคัญในการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ การสานสัมพันธ์กับคู่ค้า และการวางแผนลดปริมาณมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่าแบบเฉพาะเจาะจงต่อไป

นอกจากนี้ กิจการสามารถใช้เมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (Sector-specific Relevant Category: SRC) เพื่อชี้เป้าการดำเนินงานในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เอื้อให้เกิดการบริหารทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างตรงจุด อีกทั้งช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการเลือกจัดการมลอากาศในกิจกรรมเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (จากกิจกรรมทั้ง 15 ประเภทในขอบข่ายที่ 3)

ข้อมูลจากเมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (SRC) ชี้ให้เห็นว่า กรณีถ้าเป็นบริษัทค้าปลีกที่อยู่ในหมวดธุรกิจพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Service) จะมีปริมาณมลอากาศที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมใน 4 ประเภทสำคัญ ได้แก่ 1) สินค้าและบริการที่สั่งซื้อ 3) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน 4) การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ และ 11) การใช้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ด้วยข้อมูลนี้ บริษัทสามารถเริ่มต้นจัดการลดมลอากาศจากกิจกรรมใน 4 ประเภทดังกล่าวได้ก่อน เป็นต้น

เครื่องมือ S3ER ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในการ ‘เก็บรวบรวมข้อมูล’ ที่ต้องลงทุนไปกับการซื้อซอฟต์แวร์ การนำเข้าข้อมูล และการจัดทำบัญชีมลอากาศที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Sector-agnostic) แต่เก็บงบประมาณ ทรัพยากร และเวลา เพื่อมาเน้นที่การ ‘ลดปริมาณมลอากาศ’ ให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่แท้จริง

ในยุคที่การบริหารจัดการมลอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการเก็บข้อมูล Scope 3 กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งการขับเคลื่อนองค์กร ไม่เพียงแต่ทำให้เสียโอกาสในการรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่ยังอาจหมายถึงการสูญเสียต้นทุนและทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์

การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการหลงทางในกระบวนการเก็บข้อมูลที่ซับซ้อน มาสู่การใช้นวัตกรรมเครื่องมืออย่าง S3ER จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรชี้เป้าจุดอ่อนไหวได้อย่างแม่นยำ และเริ่มต้นลงมือบริหารจัดการมลอากาศได้อย่างตรงจุด เพราะหัวใจสำคัญของการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่การมีตัวเลขรายงานที่สมบูรณ์แบบบนกระดาษ แต่คือการเริ่มลงมือ 'ลดการปล่อยมลอากาศ' ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่วันนี้


[Original Link]