Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

ถิรไทย ติดโผหุ้นกลุ่ม ESG Emerging ปี 69


บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) (TRT) ผู้นำในการผลิต จำหน่าย และ ให้บริการด้านหม้อแปลงไฟฟ้าแก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เข้าอยู่ในกลุ่มบริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน หรือ ESG Emerging List ปี 2569

สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) (TRT) เป็นหนึ่งในรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่น่าลงทุนในกลุ่ม ESG Emerging ปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน โดยใช้ข้อมูลด้าน ESG ที่ปรากฏในการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน ESG และความริเริ่มหรือลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับประเด็นด้าน ESG ของกิจการ


นายกานต์ วงษ์ปาน (คนขวา) กรรมการและเลขานุการ พร้อมคณะกรรมการ บริษัท บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) (TRT) รับมอบประกาศนียบัตร ESG Emerging Company ปี 2569 จากนายวรณัฐ เพียรธรรม (คนซ้าย) ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ณ บมจ. ถิรไทย สำนักงานใหญ่ จ.สมุทรปราการ

นายกานต์ วงษ์ปาน กรรมการและเลขานุการบริษัท บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "การที่ TRT ได้เป็น 1 ใน 17 บริษัทที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เข้าอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG Emerging ของสถาบันไทยพัฒน์ ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยคำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG รวมทั้งให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าชั้นนำของไทย"

บริษัทฯ ได้พัฒนาหม้อแปลงไฟฟ้าประหยัดพลังงานที่ได้รับฉลากประหยัดไฟ ระดับ 5 ดาว ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าร้อยละ 99 และหม้อแปลงไฟฟ้าชนิด Amorphous ซึ่งลดการสูญเสียพลังงานขณะไม่มีโหลดได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับหม้อแปลงทั่วไป รวมถึงหม้อแปลงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันชีวภาพเป็นฉนวนซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างคุณค่าทางธุรกิจและสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

การจัดอันดับหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนในกลุ่ม ESG Emerging ของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่กันในกระบวนการประเมิน

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG Emerging เป็นครั้งแรกในปี 2563

ทั้งนี้ การจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนด้านการพัฒนาความยั่งยืนของธุรกิจในกลุ่มบริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน หรือ ESG Emerging List ถือเป็นแหล่งข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ไทยประกันชีวิต ติดอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

สะท้อนการขับเคลื่อนองค์กรด้วย ESG สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน


บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (TLI) บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในกลุ่มธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 931 หลักทรัพย์ โดยสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญในด้าน ESG สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


นายเคียน ฮิน ลิม (คนขวา) ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (TLI) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายวรณัฐ เพียรธรรม (คนซ้าย) ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายเคียน ฮิน ลิม ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การได้รับคัดเลือกเข้าสู่ทำเนียบ ESG100 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจของไทยประกันชีวิต ที่นำหลัก ESG มาบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กร ตั้งแต่การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการดูแลลูกค้าภายใต้แนวคิด “การดูแลด้วยหัวใจ” หรือ Care with Heart ที่มุ่งส่งมอบคุณค่า รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบรอบด้าน

บริษัทฯ ขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว ภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย” ผ่านกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน หรือ TLI Sustainability Strategy ซึ่งครอบคลุมใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจ “Trusted Partner” มุ่งพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย

ล่าสุดได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ “ไทยประกันชีวิต ไลฟ์เวิร์ส” ภายใต้แนวคิด “ผลิตภัณฑ์เดียวที่สามารถวางแผนชีวิตของตนเองและครอบครัวได้ตลอดชีวิต” ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนชีวิตไปตลอดเส้นทางชีวิตได้อย่างยืดหยุ่น ครอบคลุมทั้งการวางแผนความคุ้มครอง การวางแผนสุขภาพ การบริหารความมั่งคั่ง การลงทุน การวางแผนเกษียณอายุ ตลอดจนการส่งต่อคุณค่าและมรดกให้แก่ครอบครัวและคนที่คุณรัก หรือการพัฒนาบริการในลักษณะ e-Service หลากหลายรูปแบบ อาทิ e-Payment, e-Policy, e-Receipt มิติสังคม “Life Inclusion” ส่งเสริมการเข้าถึงบริการและความรู้ทางการเงินและการประกันชีวิตอย่างทั่วถึง อาทิ โครงการไทยประกันชีวิตเสริมโอกาส สร้างอาชีพ และมิติสิ่งแวดล้อม “Infinite World” มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งกำหนดโครงการและมาตรการในการดำเนินงานอย่างชัดเจน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในระดับองค์กรและสังคมไทยในระยะยาว

นายเคียน ฮิน ลิม กล่าวเสริมว่า “การติดอันดับ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จึงเป็นอีกหนึ่งบทสะท้อนของการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องของไทยประกันชีวิต โดยบริษัทฯ มุ่งต่อยอด ESG จากแนวคิดสู่การดำเนินงานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่องค์กร พร้อมส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Sustainable Tomorrow อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่า กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบัน สู่ปีที่ 12 ซึ่งการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ จะพิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



สหรัฐฯ เดินหมากตัวที่ 4 ใช้ AI ทำ Dollarization


ตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ สหรัฐอเมริกาได้ใช้กลยุทธ์ที่แยบยลในการรักษาสถานะความเป็นมหาอำนาจของโลกผ่านกระบวนการ "Dollarization" หรือการทำให้สกุลเงินดอลลาร์กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจ หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ ได้เดินหมากสำคัญมาแล้ว 3 ครั้งในแต่ละยุคสมัย เพื่อผูกพันค่าเงินของตนเข้ากับสินทรัพย์หรือทรัพยากรที่มีความสำคัญยวดยิ่งต่อโลก และในทศวรรษนี้ หมากตัวที่ 4 ที่กำลังถูกขับเคลื่อนคือเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดอย่าง "ปัญญาประดิษฐ์" (AI)


ช่วงที่ 1: “Bretton Woods” การผูกดอลลาร์กับทองคำ (ค.ศ. 1944)
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1944 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้จัดการประชุมที่เมืองเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ร่วมกับประเทศพันธมิตร 44 ชาติ เพื่อจัดระเบียบระบบการเงินโลกใหม่หลังสงคราม ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างอำนาจนำของเงินดอลลาร์อย่างเป็นทางการ

สหรัฐฯ ได้เสนอให้ใช้เงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศหลักแทนทองคำ โดยกำหนดให้ดอลลาร์สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ในอัตราคงที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่สกุลเงินของประเทศอื่น ๆ จะต้องผูกค่าเงินของตนไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทอดหนึ่ง ระบบนี้ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าระหว่างประเทศ และเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีทองคำสำรองมากที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น ความน่าเชื่อถือของระบบเบรตตันวูดส์จึงแข็งแกร่งอย่างมาก

หมากตัวแรกนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก เพราะทุกประเทศจำเป็นต้องถือครองดอลลาร์เพื่อใช้ชำระหนี้และการค้าระหว่างประเทศ แม้ต่อมาในปี ค.ศ. 1971 สหรัฐฯ จะยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (Nixon Shock) แต่รากฐานที่เบรตตันวูดส์วางไว้ ได้หยั่งรากให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก

ช่วงที่ 2: “Petrodollar” การผูกดอลลาร์กับน้ำมัน (ค.ศ. 1974)
หลังจากการล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์ ค่าเงินดอลลาร์เผชิญกับความสั่นคลอนอย่างหนัก สหรัฐอเมริกาจึงต้องเร่งหา "หลักประกัน" ใหม่เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของระบบการเงินโลก นำมาสู่การเดินหมากตัวที่ 2 ในปี ค.ศ. 1974 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำในกลุ่มโอเปก (OPEC)

ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะให้การคุ้มครองทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่ซาอุดีอาระเบีย โดยแลกกับการที่ซาอุดีอาระเบียจะต้องซื้อขายน้ำมันดิบทั้งหมดในตลาดโลกด้วยสกุลเงิน "ดอลลาร์สหรัฐ" เท่านั้น และนำรายได้ส่วนเกิน (Petrodollar) กลับไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อซาอุดีอาระเบียตกลง ชาติสมาชิกโอเปกอื่น ๆ ก็ปฏิบัติตาม

กลยุทธ์นี้แยบยลอย่างมาก เพราะ "น้ำมัน" คือทรัพยากรพื้นฐานที่ทุกประเทศทั่วโลกขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อทุกประเทศต้องการซื้อน้ำมัน ก็จำเป็นต้องสำรองเงินดอลลาร์ ทำให้ความต้องการถือครองดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบเปโตรดอลลาร์จึงเป็นการชุบชีวิตดอลลาร์โดยไม่ต้องพึ่งพาทองคำ และตอกย้ำความเป็นสกุลเงินสำรองอันดับหนึ่งของโลก

ช่วงที่ 3: “Stablecoin” การผูกดอลลาร์กับสินทรัพย์ดิจิทัล (ค.ศ. 2025)
สหรัฐอเมริกาได้มีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล การเดินหมากตัวที่ 3 นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซี (Web3) ซึ่งเข้ามาท้าทายระบบการเงินแบบดั้งเดิม

แทนที่รัฐบาลจะต่อต้านหรือผูกขาดการสร้างสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เพียงผู้เดียว สหรัฐฯ กลับเลือกใช้ความยืดหยุ่นและนวัตกรรมของภาคเอกชนให้เป็นประโยชน์ กฎหมาย GENIUS Act สร้างความชัดเจนทางกฎหมาย ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการเงินสามารถออกสินทรัพย์ดิจิทัล (Stablecoin) ที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์ในอัตรา 1:1 ได้อย่างโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบจากรัฐ

กลยุทธ์นี้ทำให้เกิด "Digital Dollarization" อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ Stablecoin ที่อิงเงินดอลลาร์ได้กลายเป็นสื่อกลางหลักในการทำธุรกรรมและการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ทั่วโลก สหรัฐฯ สามารถรักษาสถานะของดอลลาร์ให้เป็นระบบนิเวศหลักของโลกยุคดิจิทัลได้ โดยปล่อยให้เอกชนเป็นผู้นำทางนวัตกรรมและแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ช่วงที่ 4: “AI Dollar” การผูกดอลลาร์กับปัญญาประดิษฐ์ (ค.ศ. 202x)
การเดินทางของ Dollarization กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เหนือกว่าระบบการเงินแบบเดิม นั่นคือช่วงเวลาแห่ง “AI Dollar” หรือการผูกดอลลาร์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ ในทศวรรษ 202x สหรัฐอเมริกากำลังเดินหมากตัวที่ 4 ที่มีความสำคัญระดับพลิกโลก ผ่านการใช้รูปแบบที่เรียกว่า "Cortex-Corpus Model"

ในโมเดลนี้ สหรัฐอเมริกาวางหมากให้ตนเองเป็น "มันสมองส่วนกลาง" หรือ Cortex ของระบบ AI โลก โดยรวบรวมขีดความสามารถสูงสุดทั้งในด้านชิปประมวลผลขั้นสูง (Advanced GPUs) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และระบบคลาวด์คอมพิวติง เอาไว้ภายใต้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ในขณะเดียวกัน ก็จัดวางให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเป็นเพียง "คลังข้อมูล" หรือ Corpus ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลดิบเพื่อนำไปฝึกฝน AI และเป็นผู้บริโภคผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล

หัวใจสำคัญของ Dollarization ยุคนี้ มิได้อยู่ที่แผ่นกระดาษหรือเหรียญดิจิทัล แต่อยู่ที่ "สิทธิ์ในการเข้าถึงการประมวลผล" รัฐบาลกลางสหรัฐฯ สามารถกุมสิทธิ์อนุญาต (Licensing) และควบคุมการเชื่อมต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐาน กรณีที่ประเทศต่าง ๆ หรือองค์กรข้ามชาติจำเป็นต้องใช้มันสมองส่วนกลางในการประมวลผลขั้นสูง (เช่น การวิจัยทางการแพทย์ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ หรือการประเมินความมั่นคง) โดยไม่เพียงแต่จะต้องชำระค่าบริการด้วยกลไกที่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์ แต่ยังต้องปฏิบัติตามนโยบายและเงื่อนไขการใช้ข้อมูลที่สหรัฐฯ กำหนด

เหมือนกับที่โลกเคยขาดน้ำมันไม่ได้ในยุค Petrodollar ในทศวรรษหน้า โลกอาจไม่สามารถขาด AI ในการขับเคลื่อนประเทศได้ การกุมกุญแจเชื่อมต่อระบบมันสมอง AI ส่วนกลาง จึงเป็นการสร้าง "AI Dollarization" ที่บีบบังคับกลาย ๆ ให้ทุกชาติที่ต้องการพัฒนาศักยภาพตนเอง ต้องยอมอยู่ภายใต้ร่มเงาทางเทคโนโลยีและการเงินของสหรัฐอเมริกา หมากกระดานนี้จึงเป็นขั้นสุดของการเปลี่ยนดอลลาร์จากแค่สื่อกลางการแลกเปลี่ยน ไปสู่อำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมทิศทางสติปัญญาของโลกอนาคต


[Original Link]



ผลิตภัณฑ์ตราเพชร ขึ้นทำเนียบ ESG100 เป็นปีที่ 9


บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) (DRT) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กระเบื้องหลังคา ไม้สังเคราะห์ บอร์ด ไฟเบอร์ซีเมนต์ อิฐมวลเบา และบริการติดตั้งระบบหลังคาครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า "ตราเพชร" ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายสาธิต สุดบรรทัด (คนกลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) (DRT) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ (ที่สองจากขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ อาคารสำนักงานพหลโยธินเพลส ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) (DRT) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) และบริษัทฯ ได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นเวลา 9 ปี (พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2562-2569)

“บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดําเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส ตามหลักการกํากับดูแลกิจการที่ดีในการบริหารจัดการที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนองค์กร

จุดเน้นที่สำคัญ คือ การมีกลยุทธ์ Green Construction ในการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และลดผลกระทบต่อโลก สู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการส่งมอบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งงานออกแบบที่ทันสมัย และการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน”


ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านการที่บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับใน ESG100 ประเมินโดยสถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งพิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปพร้อมกับผลประกอบการของบริษัท

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงาน โดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 ซึ่งได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์ที่กำหนดภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ติดโผหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ปี 2569


กรุงเทพ: ประเทศไทย - บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TPIPP) ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะชั้นนำ และเป็นผู้ให้บริการกำจัดขยะ มีโรงกำจัดขยะชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยโรงกำจัดขยะทั้งหมดของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (ที่สี่จากขวา) ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TPIPP) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สี่จากซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ สาทร กรุงเทพฯ

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TPIPP) ติดอันดับในทำเนียบ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค

“บริษัทฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน ได้ยกระดับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยได้ริเริ่มโครงการ ‘Journey to Net Zero’ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้ายกเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า 100% โดยหันมาใช้เชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) และโซล่าฟาร์ม อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าของบริษัทฯ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้สานต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนประเทศให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ร่วมส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป”


โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ทีพีไอ โพลีน ติดโผหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ปี 2569


กรุงเทพ ประเทศไทย - บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ คอนกรีตผสมเสร็จ และ Specialty Polymer ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ปี 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ (คนกลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สามจากซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ ทีพีไอ ทาวเวอร์ สาทร กรุงเทพฯ

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

“บริษัทฯ มีนโยบายและวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียนเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินธุรกิจบนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมควบคู่กันไป”

ท่ามกลางบริบทของโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มีบทบาทสำคัญต่อทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างนวัตกรรมองค์กรที่หลอมรวมเป้าหมายด้านความยั่งยืนเข้ากับทุกประบวนการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร และความสามารถในการปรับตัวต่อความเสี่ยงและโอกาศที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



SEAFCO ติดอันดับหลักทรัพย์ ESG100 เป็นปีที่ 5


บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) (SEAFCO) บริษัทชั้นนำในการก่อสร้างฐานรากและเสาเข็มเจาะในประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ (ที่สองจากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) (SEAFCO) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สองจากขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.ซีฟโก้ ถ.พระยาสุเรนทร์ คลองสามวา กรุงเทพฯ

ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) (SEAFCO) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มบริการเฉพาะกิจ และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นปีที่ 5 (พ.ศ. 2562-2564 และ พ.ศ. 2568-2569)

“ด้วยพันธกิจของซีฟโก้ ที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน บริษัทฯ เชื่อมั่นว่ารากฐานที่แข็งแกร่งของอาคารไม่ได้วัดกันที่ความลึกของเสาเข็มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว ซีฟโก้จึงมุ่งมั่นดําเนินงานตามแนวทาง ESG จนได้รับการยอมรับให้อยู่ในทำเนียบหุ้น ESG100 มาอย่างต่อเนื่อง”

แม้ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการดําเนินงานที่ยึดมั่นในหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งรักษาความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจเสาเข็มเจาะและกําแพงกันดินอย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้ผลประกอบการมีผลกําไรตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ฟาร์มเฮ้าส์ เข้าทำเนียบ ESG100 ปี 69 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11


บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) (PB) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปัง และเบเกอรี่ ภายใต้แบรนด์ ฟาร์มเฮ้าส์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายอภิชาติ ธรรมมโนมัย (ที่สามจากซ้าย) ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร และนายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย (ที่สองจากซ้าย) กรรมการผู้อำนวยการ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) (PB) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สามจากขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายอภิชาติ ธรรมมโนมัย ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) (PB) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน โดยเป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food industry) และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน (พ.ศ.2559-2569)

“แม้สภาพการณ์เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และค่าครองชีพยังคงเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิต ฟาร์มเฮ้าส์เลือกใช้วิธีบริหารจัดการต้นทุนภายใน แทนการผลักภาระไปยังผู้บริโภค เพื่อตรึงราคาสินค้าไว้ไม่ให้กระทบผู้บริโภค ผ่านการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้วยการใช้รถ EV ในการกระจายสินค้า การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาที่โรงงานผลิต และการติดตั้ง Solar Air ที่ศูนย์กระจายสินค้า เพื่อช่วยบริหารต้นทุนด้านพลังงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นการพัฒนาความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว รวมถึงมีการพัฒนาเครื่องจักรไลน์ผลิตใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย อัตโนมัติเต็มระบบ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต มีความรวดเร็ว แม่นยำ ในทุกขั้นตอน สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ ฟาร์มเฮ้าส์ยังมีบทบาทในการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านธุรกิจแฟรนไชส์ “Good Morning Farmhouse” ที่มีการอบรมให้ความรู้ และพัฒนาทักษะแก่ผู้ประกอบการในการทำธุรกิจเบเกอรี่ เพื่อให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ของฟาร์มเฮ้าส์ไปต่อยอดสร้างรายได้ สร้างอาชีพได้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นการสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



CKPower ติดทำเนียบหุ้น ESG100 จากไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5


บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันไทยพัฒน์ให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (พ.ศ. 2565-2569) จากหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 931 หลักทรัพย์ ซึ่ง CKPower เป็น 1 ใน 7 บริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคที่ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มทรัพยากรจำนวน 72 หลักทรัพย์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการดำเนินธุรกิจตามแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ


นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ (คนขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ อาคารวิริยะถาวร ถ.สุทธิสารวินิจฉัย กรุงเทพฯ

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 จากสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนถึงความต่อเนื่องของ CKPower ในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานทางการเงิน การกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารจัดการด้าน ESG เพื่อสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความท้าทายในอนาคต

โดย CKPower ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน C-K-P ซึ่งประกอบไปด้วย C - Clean Electricity: ไฟฟ้าสะอาด มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2586 และเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มากกว่า 95% , K – Kind Neighbor: เพื่อนบ้านที่ดี มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย ควบคู่กับการเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ และ P – Partnership for Life: พันธมิตรที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการลงทุนและนวัตกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค และสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้น

“CKPower ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การยกระดับศักยภาพองค์กร และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593”

ด้าน ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานกรรมการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ในปี 2569 CKPower ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนถึงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่โดดเด่นและสม่ำเสมอ โดยเป็น 1 ใน 7 บริษัทจากกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคที่ได้รับการคัดเลือกจากหลักทรัพย์ในกลุ่มทรัพยากรจำนวน 72 หลักทรัพย์

ทั้งนี้ การประเมิน ESG100 ของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ ควบคู่กับการวิเคราะห์ศักยภาพในการบริหารจัดการโอกาสและความเสี่ยงด้าน ESG ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ CKPower ในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่สี่


บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SICT) ผู้ออกแบบ วิจัยและพัฒนา ตลอดจนจัดจำหน่ายไมโครชิปสำหรับอุปกรณ์ระบบ RFID ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายบดินทร์ เกษมเศรษฐ์ (ที่สองจากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SICT) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สองจากขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

นายบดินทร์ เกษมเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SICT) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มเทคโนโลยี โดยในปีนี้บริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน (พ.ศ.2566-2569)

“บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาผสานกับกระบวนการดำเนินงานในทุกมิติตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดการภายในองค์กร และตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) นอกเหนือจากการบริหารจัดการภายในแล้ว บริษัทฯ ยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้มีขนาดเล็กลง สามารถทำงานผ่านการเก็บเกี่ยวพลังงานจากคลื่นวิทยุที่ปล่อยออกมาโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ซึ่งช่วยลดของเสียจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และลดการใช้พลังงานในระดับมหภาค โดยนวัตกรรมไมโครชิปรุ่นล่าสุด ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อความยั่งยืนอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการเกษตรอัจฉริยะ การบริหารจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนการประหยัดพลังงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ”

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เข้าทำเนียบ ESG100 ปี 69 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4


บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (AAI) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายเอกราช พรรณสังข์ (คนขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (AAI) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บมจ. เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จ.สมุทรสาคร

นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (AAI) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food industry) และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 (พ.ศ. 2566-2569)

“บริษัทฯ วางแนวขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตภายใต้กลยุทธ์ Level Up AAI! ครอบคลุมการยกระดับใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับศักยภาพองค์กรและบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ การยกระดับสถานะสู่การเป็นคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรระดับโลก การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์ของบริษัท และการยกระดับความใส่ใจสู่ความยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ CHEERS! ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการได้รับการยอมรับด้านธรรมาภิบาล และความยั่งยืนในระดับสากล”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ให้ความสำคัญต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ตลอดจนการจัดประเมินผลคู่ค้าเพื่อพัฒนาการประกอบธุรกิจระหว่างกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาความยั่งยืนของโลก และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น ติดอันดับหลักทรัพย์ ESG100 เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน


บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ASIAN) ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง จำหน่ายและส่งออกภายใต้แบรนด์ของลูกค้า และแบรนด์ของบริษัท ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ (ขวาสุด) ประธานกรรมการบริษัท และ นางสุรีย์ จันทร์สวัสดิ์ (คนกลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ASIAN) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ซ้ายสุด) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บมจ. เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จ.สมุทรสาคร

นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ประธานกรรมการบริษัท เปิดเผยว่า บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ASIAN) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food industry) และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน (พ.ศ. 2564-2569)

“ความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการผลิตและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว เพื่อสร้างสรรค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและส่วนรวม โดยหนึ่งในโครงการที่ผ่านมา คือ การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) ที่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาครและสุราษฎร์ธานี ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง จนได้มีการขยายโครงการลักษณะนี้ไปยังพื้นที่โรงงานของทุกจังหวัด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทในอีกทางหนึ่งด้วย”

ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารความยั่งยืนองค์กรในทุกระดับ ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกองค์กร แนวโน้มและทิศทางด้านความยั่งยืนของโลก ตลอดจนความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม มาพิจารณากำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ และแผนงาน เพื่อตอบสนองประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ความยั่งยืนของธุรกิจมาจากการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ”

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ทางรอดในยุคเศรษฐกิจ AI: เปลี่ยนต้นทุนให้เป็นกลยุทธ์แห่งความสำเร็จ


ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เราได้เห็นการก้าวข้ามผ่านยุคของข้อมูลข่าวสาร (Information Age) มาสู่ยุคที่ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI กลายมาเป็นหัวขบวนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก (AI Economy) อย่างปฏิเสธไม่ได้ พัฒนาการของเทคโนโลยีนี้เดินทางมาไกลจากยุค AI 1.0 ที่จำกัดอยู่ในระบบเมนเฟรมขนาดใหญ่ สู่ยุค AI 2.0 ในปัจจุบันที่เราทุกคนสามารถเข้าถึงการประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและระบบคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม ในความล้ำสมัยที่เกิดขึ้นนี้ กลับมี "ต้นทุนแฝง" และข้อจำกัดมหาศาลที่โลกกำลังต้องเผชิญ ซึ่งหากผู้ประกอบการและองค์กรธุรกิจสามารถทำความเข้าใจและพลิกมุมมองต่อต้นทุนเหล่านี้ได้ มันจะกลายเป็น "กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ" ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน


วิกฤตต้นทุนแฝงของ AI: ข้อจำกัดของ "ดิน น้ำ ลม ไฟ"
แม้ว่า AI ในปัจจุบันจะเปี่ยมไปด้วยความสามารถ แต่ภายใต้โครงสร้างสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ยุค 2.0 นั้น มีข้อจำกัดทางกายภาพที่แยก "หน่วยความจำ (Memory)" และ "หน่วยประมวลผล (Processing)" ออกจากกัน ทำให้การส่งผ่านข้อมูลก่อให้เกิดการใช้พลังงานและความร้อนมหาศาล จนนำไปสู่วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถสรุปเป็นปัจจัยตามธาตุทั้งสี่ ได้แก่

ไฟ (พลังงาน): ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ทั่วโลกมีอัตราการใช้กระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 อัตราการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2024

น้ำ (การระบายความร้อน): ระบบคูลลิ่งเพื่อลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ต้องใช้น้ำมหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอาจสูงถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับภาคการเกษตรและชุมชน

ลม (มลภาวะและสภาพภูมิอากาศ): การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission) ซึ่งคาดว่าภายในปี 2035 คาร์บอนฟุตพริ้นท์จากระบบ AI อาจสูงถึง 1 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้ในหลายพื้นที่ยังสร้างมลภาวะทางเสียงจนเริ่มเกิดการต่อต้านจากชุมชนรอบข้าง

ดิน (ขยะอิเล็กทรอนิกส์และแร่หายาก): การผลิตชิปประมวลผลจำเป็นต้องพึ่งพาการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ที่ส่งผลกระทบและสร้างมลพิษต่อแหล่งน้ำและผืนดินในประเทศกำลังพัฒนา และเมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งาน ภายในปี 2030 จะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์จาก Data Center สูงถึง 5 ล้านตัน โดยมีเพียง 22% เท่านั้นที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้

ข้อจำกัดเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบ AI ในปัจจุบัน "ยังไม่เป็นมิตรต่อโลก" และศูนย์ข้อมูลที่เราลงทุนสร้างกันในวันนี้ อาจกลายเป็น "สุสานข้อมูล" ในอนาคตอันใกล้ หากสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค AI 3.0 ที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง Neuromorphic Chip หรือ Compute-in-Memory ที่รวมหน่วยความจำและหน่วยประมวลผลเข้าด้วยกัน ช่วยลดการส่งผ่านข้อมูล ประหยัดพลังงาน และย่อส่วน Data Center ขนาดใหญ่ให้กลายเป็น Knowledge Stack เหลือเพียงชั้นวางหรือ Rack ตู้เดียว

มหาอำนาจกับ Landscape ของเศรษฐกิจ AI
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ เป็นที่แน่ชัดว่าสหรัฐอเมริกาพยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น "มันสมองส่วนกลาง (Mega Brain)" ของโลก ผ่านการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและโมเดล AI ชั้นนำ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในฐานะผู้ใช้งาน เปรียบเสมือนแหล่งข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Distributed Knowledge) ที่ต้องส่งข้อมูลกลับไปประมวลผลที่ศูนย์กลาง

รูปแบบการผูกขาดนี้ส่งผลให้เกิดการควบคุมอํานาจทางเศรษฐกิจ โดยทุก ๆ "Token" หรือปริมาณการประมวลผลของ AI ที่เรานำมาใช้ จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นหน่วยเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) เปรียบเสมือนวิวัฒนาการในการผูกขาดทางเศรษฐกิจระดับโลกในอดีต ตั้งแต่ยุคที่ผูกดอลลาร์ไว้กับทองคำ (Bretton Woods) มาสู่ยุคการผูกกับน้ำมัน (Petrodollar) ผูกกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Stablecoin) และในที่สุดคือการผูกเข้ากับ "มันสมองของปัญญาประดิษฐ์ (AI Dollar)"

"ผู้ปรุง" (The Chef): ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของธุรกิจไทย
เมื่อเห็นภาพรวมของภูมิทัศน์ระดับโลกแล้ว คำถามสำคัญ คือ “ประเทศไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่คุณค่านี้”

หากเราตั้งเป้าหมายที่จะเป็น "ผู้สร้าง AI" ในระดับโครงสร้างพื้นฐานหรือฮาร์ดแวร์ เราอาจจะไม่มีกำลังทุนและเทคโนโลยีเพียงพอที่จะไปแข่งขันในเวทีโลก แต่ในทางกลับกัน หากเราเป็นเพียง "ผู้เสพหรือผู้ซื้อ" เราก็ต้องจ่ายต้นทุนมหาศาลและตกเป็นผู้ตามตลอดไป

ทางรอดที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ที่สุดสำหรับธุรกิจไทย คือ การยืนอยู่ตรงกลาง ในฐานะ "ผู้ปรุง (The Chef)"

หน้าที่ของเราไม่ใช่การสร้างเตาแก๊สหรือผลิตจานชาม (Infrastructure) และไม่ใช่แค่คนนั่งกินข้าว (Consumer) แต่คือ "พ่อครัว" ที่หยิบเอาเทคโนโลยี AI จากค่ายต่าง ๆ มามองเป็น "วัตถุดิบ (Ingredients)" และนำมาผสมผสานกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งเดิมของเรา นั่นคือ "บริบทและความรู้ในท้องถิ่น (Local Knowledge)" เพื่อรังสรรค์ออกมาเป็นสูตรอาหารเฉพาะตัว หรือ "แนวทางการแก้ปัญหา (Solutions)" ที่ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดอย่างแท้จริง

หากพิจารณาตามโมเดลชั้นบริการ (ASI Layer) ที่แปลงมาจากแบบจำลอง OSI (Open Systems Interconnection) เราจะแบ่งระดับชั้นการทำงานออกได้เป็น 3 ส่วน เรียงจากบนลงล่าง คือ

1. Application Layer (การจัดจานและเสิร์ฟ): การส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้บริโภค ซึ่งในอนาคตอันใกล้ ระดับชั้นนี้อาจถูกกลืนหายไปด้วยความสามารถของ AI ที่สามารถสร้างหน้าต่างการใช้งาน (UI) ได้เองตามคำสั่งโดยตรงของผู้ใช้ (On-demand Application)

2. Solution Layer (การปรุงอาหาร): นี่คือจุดที่ธุรกิจไทยต้องโฟกัส คือ การนำวัตถุดิบมาออกแบบระบบ กระบวนการ และการประมวลผลให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

3. Infrastructure Layer (ห้องครัวและวัตถุดิบ): เป็นส่วนของระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่เราหยิบยืมพลังจากผู้พัฒนาค่ายใหญ่มาใช้

การผสมผสาน "กลิ่นอายความเป็นมนุษย์" เข้ากับเทคโนโลยี
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ "ผู้ปรุง" คือการตระหนักรู้ว่า ผลลัพธ์หรือ Solution ที่ได้จากระบบ AI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถขายตัวเองได้ และไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ AI อาจมีความเชี่ยวชาญในการเข้าใจเนื้อหา การประมวลผลตามตรรกะ (Logic & Algorithm) รวมถึงการติดต่อสื่อสาร แต่สิ่งที่ AI "ทำไม่ได้" คือ

Context (บริบท): AI สามารถทำความเข้าใจเนื้อหา (Content) แต่ขาดความเข้าใจความลึกซึ้งของนัยยะ สถานการณ์ หรือความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน

Contemplate (การไตร่ตรอง): AI สามารถคำนวณ (Compute) ได้ตามตรรกะที่ป้อน แต่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดที่จะมาไตร่ตรองใคร่ครวญในมิติของคุณค่าหรือจริยธรรม

Connection (ความสัมพันธ์): AI สามารถสื่อสาร (Communication) กับผู้คนและอุปกรณ์รอบข้าง แต่ไม่สามารถสร้างความผูกพัน ความเข้าใจ ความอบอุ่น หรือความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ในแบบมนุษย์

ดังนั้น กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ คือ การสร้างสูตรการบริการที่มีการผสมผสาน "กลิ่นอายความเป็นมนุษย์ (Human Flavor)" เข้าไปในเทคโนโลยี องค์กรธุรกิจต้องปรับบทบาทของบุคลากรจากผู้ทำงานซ้ำ ๆ มาเป็น "เชฟ" ที่คอยกำกับ ควบคุม และใส่ความคิดสร้างสรรค์รวมถึงความใส่ใจลงไปในระบบ

แน่นอนว่ายุคเศรษฐกิจ AI จะส่งผลกระทบให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการลดพนักงานในบางตำแหน่งงานที่ถูกแทนที่ได้ง่าย สิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องเตรียมพร้อมคือแผนการรับมือ 3 ระดับ ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น (Transition) ในขณะที่ตัวพนักงานเองก็ต้องพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตนเองให้กลายเป็นผู้ควบคุมวัตถุดิบ AI แทนการเป็นแรงงานดิบ

กลยุทธ์ "ความลงตัวของผลิตภัณฑ์และตลาด" (Product-Market Fit)
การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI ผู้ชนะในเกม มิใช่ผู้ที่ทุ่มเงินซื้อเทคโนโลยีที่เร็วที่สุด ล้ำสมัยที่สุด หรือแพงที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถค้นหา "ความลงตัวของผลิตภัณฑ์และตลาด (Product-Market Fit)" ได้ดีที่สุด

เมื่อผู้บริหารต้องวางกลยุทธ์การแข่งขัน เราสามารถประเมินตำแหน่งของตนเองผ่านความเชี่ยวชาญและการเจาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น หากเราเลือกทำผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดมวลชน (Mass) ที่ตัวระบบไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น สิ่งที่เราต้องใช้คือ "กลยุทธ์ด้านต้นทุน (Cost Leadership)" ด้วยการทำอย่างไรจึงจะบริหารจัดการวัตถุดิบ AI ให้มีประสิทธิภาพและราคาถูกที่สุด

หรือหากเราเลือกทำผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวสูง (Unique) ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche) สิ่งที่เราต้องหยิบมาใช้คือ "กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation)" มุ่งเน้นไปที่การปรุงแต่งระบบที่มีความแม่นยำ ลึกซึ้ง และมีกลิ่นอายความเป็นมนุษย์ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก เป็นต้น

ทางรอดของธุรกิจในยุคเศรษฐกิจ AI ไม่ใช่การตื่นตระหนกวิ่งตามเทคโนโลยีจนหลงลืมต้นทุนและความคุ้มค่า และไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยีจนตกขบวน แต่คือการมองเห็น "ต้นทุนและข้อจำกัด" ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์ด้วยการวางตำแหน่งตนเองให้เป็น "ผู้ปรุง (The Chef)" ที่ฉลาดในการเลือกใช้วัตถุดิบปัญญาประดิษฐ์ ผสานเข้ากับศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งมอบแนวทางการแก้ปัญหาที่ทรงคุณค่า แตกต่าง และยั่งยืนในระยะยาว


[Original Link]



ETC ติดอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6


บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (ETC) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ.2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ (คนขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (ETC) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์

นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (ETC) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

“บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ มีการต่อยอดการบริหารจัดการขยะสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเติบโตของชุมชน ด้วยการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าตามมาตรฐานระดับสูง ปลอดภัยต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการความยั่งยืนเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้เป้าหมายการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยไม่ละเลยที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย สู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม”


โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



NTF ตอกย้ำเส้นทางธุรกิจยั่งยืน ติดโผหุ้นกลุ่ม ESG Emerging ปี 69


บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) หรือ NTF ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการซัพพลายเชนผลไม้สดและผลไม้แปรรูปคุณภาพพรีเมียมของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในกลุ่มบริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน หรือ ESG Emerging List ปี 2569 จากสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนถึงพัฒนาการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการผลไม้ไทยที่มุ่งยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดสากล

สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ NTF เป็นหนึ่งในรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่น่าลงทุนในกลุ่ม ESG Emerging ปี 2569 โดยพิจารณาคัดเลือกจากหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 931 หลักทรัพย์ ผ่านข้อมูลด้าน ESG ที่ปรากฏในการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และความริเริ่มหรือลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับประเด็นด้าน ESG ของกิจการ


นายอิศรา ภูววิเชียรฉาย (คนกลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางสาวฤทัยรัตน์ ทองเจริญ (ขวาสุด) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (NTF) รับมอบประกาศนียบัตร ESG Emerging Company ปี 2569 จากนายวรณัฐ เพียรธรรม (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ณ บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) สำนักงานกรุงเทพฯ

นายอิศรา ภูววิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "การที่ NTF ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 17 บริษัท ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG Emerging ประจำปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ และสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างซัพพลายเชนผลไม้ไทยที่มีคุณภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเติบโตอย่างรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม"

บริษัทฯ มุ่งพัฒนาระบบการบริหารจัดการซัพพลายเชนผลไม้ไทยให้มีความแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้า การดูแลคู่ค้า ตลอดจนการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าต่างประเทศ เพื่อให้ผลไม้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน

ในด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดความสูญเสียในกระบวนการดำเนินงาน การใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในด้านสังคม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเติบโตร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งคู่ค้า เกษตรกร ผู้ให้บริการ และลูกค้าต่างประเทศ โดยเชื่อว่าความแข็งแรงของซัพพลายเชนผลไม้ไทยต้องเกิดจากการยกระดับมาตรฐานร่วมกันในทุกขั้นตอน

ในด้านธรรมาภิบาล NTF ยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสม

"สำหรับ NTF ความยั่งยืนคือการทำให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพของสินค้า ความเชื่อมั่นของคู่ค้า และความแข็งแรงของซัพพลายเชนผลไม้ไทยในระยะยาว การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้จึงเป็นทั้งการยืนยันแนวทางของบริษัทฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับ ESG ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต" นายอิศรากล่าวสรุป

ทั้งนี้ การจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนด้านการพัฒนาความยั่งยืนของธุรกิจในกลุ่มบริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน หรือ ESG Emerging List ถือเป็นแหล่งข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

โดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG Emerging เป็นครั้งแรกในปี 2563

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



KCG ติดอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3


บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล (ที่สองจากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (KCG) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (ที่สองจากซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เขตพระโขนง กรุงเทพฯ

นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

“KCG กำหนดให้ความยั่งยืนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัท และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ โดยเชื่อมั่นว่าความสำเร็จทางธุรกิจจะเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อการเติบโตนั้น ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน”

นายดำรงชัย กล่าวต่อว่า “การที่ KCG ให้ความสำคัญและตอกย้ำบทบาทการเป็น “Trusted Provider” ไม่เพียงแค่เป็นคู่คิดช่วยแก้ปัญหาให้พาร์ทเนอร์ธุรกิจ แต่ยังผลักดันให้เกิดนวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน โดยบริหารห่วงโซ่คุณค่าของ KCG (KCG Value Chain) ให้ผสานศักยภาพ เดินหน้าขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เพื่อก้าวข้ามจากผู้นำในประเทศสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ (From Local Leader to Regional Player)”

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ ติดอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2


บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (MPJ) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร โดยครอบคลุมทั้งการขนส่งทางบกต่อเนื่องกับท่าเรือ การบริหารจัดการลานตู้คอนเทนเนอร์ การจัดการขนส่งระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) และบริการคลังสินค้าเพื่อเช่า ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล (คนขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (MPJ) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนซ้าย) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ บมจ. เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ สำนักงานกรุงเทพฯ

นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (MPJ) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มธุรกิจบริการ (Services) และบริษัทได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (พ.ศ.2568-2569)

“MPJ วางเป้าหมายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตามแผนสู่การเป็น Green Logistics เช่น การเช่ารถหัวลากไฟฟ้า (EV) ลดต้นทุนเชื้อเพลิงฟอสซิล มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การต่อยอดให้บริการธุรกิจด้วยรถ EV เพื่อเสริมทัพการขนส่งภายในประเทศ ที่สอดรับกับแผนขับเคลื่อน ESG มุ่งเน้นการสร้างความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สำคัญของอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์ในการให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต”

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]



ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ติดทำเนียบบริษัทกลุ่ม ESG100 เป็นปีที่ห้า


บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) (SITHAI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนรายใหญ่ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์


นายไชยวัฒน์ กุลภัทรวาณิชย์ (คนซ้าย) กรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) (SITHAI) รับมอบประกาศนียบัตร ESG100 Company ในฐานะบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประจำปี 2569 จากนายพิพัฒน์ ยอดพฤติการ (คนขวา) ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ณ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) อาคารสำนักงานใหญ่ ถนนสุขสวัสดิ์ กรุงเทพฯ

นายไชยวัฒน์ กุลภัทรวาณิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) (SITHAI) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 โดยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และบริษัทฯ ได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นปีที่ 5

“ปี พ.ศ. 2569 เป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องดำเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและผันผวน จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และทิศทางการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯจึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์และติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น ลดผลกระทบต่อการดำเนินงาน และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯในระยะยาว

ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทฯตระหนักดีว่า “บุคลากร” คือรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถปรับตัว แข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯจึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของพนักงานในทุกระดับ การเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และประเทศชาติ

ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยยึดแนวทาง “3 Saves: Save Material, Save Energy, Save the World” และหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นกรอบสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรและกระบวนการผลิต ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มสัดส่วนการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทฯได้เร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน การพัฒนานวัตกรรมด้านวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบสนองต่อทิศทางของตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน กลุ่มบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการขยายโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน”


โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณศิตา ศิริศักดิพร
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org



[ข่าวประชาสัมพันธ์]