SBTi รื้อมาตรฐาน Corporate Net Zero ครั้งใหญ่
กระแสตีกลับด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ขึ้นมาเบียดสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่เพียงมีอิทธิพลกับองค์กรธุรกิจในการไปลดทอนความสำคัญของปัจจัย ESG (Environmental, Social and Governance) และทำให้กิจการมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเรื่อง ESG โดยเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว
แต่กระแสตีกลับนี้ ยังได้ส่งผลไปยังหน่วยงานผู้กำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืน ให้มีการผ่อนคลายข้อกำหนดที่เข้มงวดในหลายเรื่อง รวมทั้งยังจำกัดการบังคับใช้เฉพาะกับกิจการขนาดใหญ่เป็นหลัก
หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลพวงจากกระแสตีกลับนี้ คือ Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสำหรับกิจการในการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Target) ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 และได้ออกมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับแรก (Version 1.0) เมื่อปี ค.ศ. 2021
SBTi ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานครั้งใหญ่ และประกาศเป็นมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับที่สอง (Version 2.0) เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026 โดยมีสาระสำคัญ ที่ประกอบด้วย
ยกเลิกบังคับใช้เป้าหมาย Net Zero
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของมาตรฐานฉบับใหม่ คือ การยกเลิกบังคับใช้เป้าหมาย Net Zero ที่มาตรฐานฉบับเดิมระบุให้กิจการที่ต้องการการรับรองจาก SBTi ภายใต้เกณฑ์ Net Zero จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ (รอบ 5 ปี) เป้าหมายระยะยาว (เหลือเฉพาะส่วนตกค้างที่ขจัดได้ไม่หมด ภายในปี ค.ศ. 2050) และเป้าหมาย Net Zero (ครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2, 3 และการดำเนินการกับมลอากาศส่วนตกค้าง)
แต่ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ บังคับใช้เพียงการกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ทุก ๆ 5 ปี โดยที่เป้าหมายระยะใกล้ สำหรับ Scope 1 และ 2 บังคับใช้กับทุกกิจการ ส่วนใน Scope 3 ใช้เฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว การบังคับใช้สำหรับ Scope 1 ขึ้นกับวิธีที่ใช้กำหนดเป้าหมาย ส่วนใน Scope 2 และ 3 ไม่บังคับใช้ สำหรับเป้าหมาย Net Zero ไม่มีการบังคับใช้ในทุกกรณี (เป็นภาคสมัครใจ)
ซึ่งในทางปฏิบัติ หมายถึง มาตรฐานฉบับใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงการรายงานจากเป้าหมายระยะยาว มาเป็นการรายงานความคืบหน้าของเป้าหมายเป็นประจำทุกปี และเมื่อครบรอบ 5 ปี ข้อมูลผลการดำเนินงานสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ จะต้องได้รับการประเมินโดยผู้ให้ความเชื่อมั่นจากภายนอก
สำหรับกิจการที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 5 ปี จะยังคงได้รับการรับรองจาก SBTi ต่อไปได้ หากพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ "ทุกกลไก" ภายใต้การควบคุมของตนเองแล้ว (Best-Efforts Framework) รวมถึงมีความโปร่งใสในการลดคาร์บอนที่มีความท้าทาย และได้อธิบายถึงแนวทางในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้น แทนการตัดสินแบบ "ผ่านหรือไม่ผ่าน" (Binary Approach) ที่อาจไม่ตอบโจทย์ตามความเป็นจริง อันมีเหตุจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของกิจการ
ตีกรอบการใช้ REC ใน Scope 2
การใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) เพื่ออ้างสิทธิ์การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน ยังมีช่องโหว่สำคัญที่ไม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 ได้จริง เนื่องจากกิจการสามารถซื้อ REC รวมทั้งปี ให้เท่ากับยอดไฟฟ้าที่ใช้จริง และอ้างสิทธิ์ว่าได้ใช้ "ไฟฟ้าสะอาด 100%" บนกระดาษ
ในความเป็นจริง กิจการยังคงใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติจากสายส่ง เป็นช่องโหว่เรื่อง “ผิดเวลา” (Time Mismatch) ระหว่างชั่วโมงที่ผลิตไฟฟ้าสีเขียวกับชั่วโมงที่องค์กรใช้งานจริง ซึ่งเปิดโอกาสให้กิจการยังคงใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ในช่วงกลางคืน แต่กลับใช้ REC ที่ผลิตได้เกินในช่วงกลางวัน มาหักล้างและอ้างว่าได้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%
หรือกรณีที่กิจการซื้อ REC จากโรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป อยู่คนละโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งไม่สามารถส่งไฟฟ้ามายังกิจการได้จริงในทางกายภาพ เป็นช่องโหว่เรื่อง “ผิดที่” (Geographical Mismatch)
ทั้งนี้ การซื้อ REC จากโรงไฟฟ้าเก่าที่มีอยู่แล้ว ไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ทำให้โครงข่ายไฟฟ้า ไม่ได้มีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในภาพรวม เป็นช่องโหว่ด้านความเสี่ยงการฟอกเขียว (Greenwashing Risk)
ทำให้ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการซื้อไฟฟ้า (ซึ่งจัดอยู่ใน Scope 2) โดยกำหนดให้ต้องจับคู่การใช้ไฟฟ้ากับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบ "รายชั่วโมง" (Hourly Matching) ภายในโครงข่ายที่สามารถส่งมอบได้จริง (Deliverability)
โดยกิจการที่มีการใช้ไฟฟ้าประจำปีในปริมาณที่มีนัยสำคัญ (ตั้งแต่ 10 กิกะวัตต์-ชั่วโมงขึ้นไป) จะต้องรายงานสัดส่วนของไฟฟ้าที่ได้รับการจับคู่กับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบรายชั่วโมง และสำหรับกิจการที่เข้าร่วมตามเกณฑ์ Scope 2 Hourly Matching ของ SBTi จะต้องจับคู่พลังงานหมุนเวียนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 50% โดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ในปี ค.ศ. 2030 และขยับเป็น 90% ในปี ค.ศ. 2035 ตามลำดับ
เพิ่มทางเลือกสำหรับ Scope 3
ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ ยังได้เพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) ที่เกิดขึ้นจากคู่ค้า การใช้งานผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรง อาทิ การเชื่อมโยงเป้าหมายเข้ากับการซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ตั้งแต่ปูนซีเมนต์รักษ์โลกไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือในกรณีที่การเข้าถึงสินค้าคาร์บอนต่ำทำได้ยาก กิจการสามารถใช้ใบรับรองคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Attribute Certificates) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการลดคาร์บอนของคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และนำมาอ้างสิทธิ์การลดมลอากาศใน Scope 3 ได้
สำหรับการตั้งเป้าหมายระยะใกล้ ในมาตรฐานฉบับเดิม กำหนดให้กิจการต้องดำเนินการลดมลอากาศลงให้ได้สองในสาม (67%) ของปริมาณมลอากาศที่ปล่อยในขอบข่ายที่ 3 แต่ในมาตรฐานฉบับใหม่ มลอากาศในประเภท (Category) ที่มีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของ Scope 3 ทั้งหมด สามารถละเว้นจากการตั้งเป้าหมายได้
นอกจากนี้ การปล่อยมลอากาศจากผลิตภัณฑ์ที่กิจการ "ไม่มีอิทธิพลในทางปฏิบัติ" ที่จะไปควบคุม ก็สามารถยกเว้นจากเป้าหมายได้เช่นกัน หากกิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความพยายามอื่น ๆ ในการลดคาร์บอนในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจค้าปลีกที่ดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน ไม่สามารถควบคุมความต้องการใช้น้ำมันของผู้บริโภคได้ แต่กิจการยังสามารถได้รับการรับรองจาก SBTi ได้ ด้วยการตั้งเป้าหมายที่จะติดตั้งแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทน
SBTi ได้ปล่อยมาตรฐาน Corporate Net Zero Version 2.0 ให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้แล้ว ทางเว็บไซต์ https://sciencebasedtargets.org/corporate-net-zero-standard-v2
[Original Link]













