Thaipat Institute

GRI Certified Training Partner นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

รู้จัก    CG   ¦   ESG   ¦   CSR   ¦   CSV   ¦   SD   ¦   SE   ¦   SB

กลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มผลประกอบการหรือไม่


ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ การถอนตัวจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบในสหภาพยุโรป ได้เพิ่มระดับความท้าทายต่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชั้นนำระดับโลกในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สามารถส่งผลบวกต่อการประกอบการควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่ไม่ต้องละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง

การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญต่อความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อมและในทางการเงิน การสร้างกลยุทธ์ธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เปิดเผยตามจริง จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน และสามารถที่จะระบุโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

CDP องค์กรไม่แสวงหากำไร ผู้บุกเบิกการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก และเป็นแหล่งรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการจำนวนกว่า 22,100 แห่ง ได้เปิดเผยผลการสำรวจการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) ของกิจการขนาดใหญ่และนัยที่มีต่อผลประกอบการ (Financial Performance) ในรายงานที่มีชื่อว่า Corporate Health Check 2026 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

การสำรวจใช้ข้อมูลในรอบปีการดำเนินงาน พ.ศ. 2568 จากกิจการจำนวน 10,397 แห่ง โดยทำการประเมินข้อมูลใน 4 หมวด ได้แก่ หมวดธรรมาภิบาล หมวดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส หมวดการตั้งเป้าหมาย และหมวดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านภูมิอากาศ ด้านการจัดการป่าไม้ และด้านน้ำ

จากนั้น นำผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม มาจัดระดับกิจการเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย ระดับที่ 1 เปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ระดับที่ 2 รับรู้ (Awareness) ระดับที่ 3 จัดการ (Management) และระดับที่ 4 เป็นผู้นำ (Leadership)

ผลสำรวจพบว่ามีกิจการจำนวน 15% (อยู่ในระดับ 4) สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1) ได้ในอัตรา 4% (CAGR) นับจากปีฐานถึงปีที่รายงาน เมื่อเทียบกับกิจการที่อยู่ในระดับอื่น ๆ ซึ่งสามารถลดได้ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 1%


เมื่อพิจารณาการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของกิจการ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,355 แห่ง ใน 13 รายอุตสาหกรรม พบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำ 6 อุตสาหกรรม มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดในช่วงสามปี (ข้อมูลตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2565 - ไตรมาสสามของปี 2568) สูงกว่ากิจการในระดับที่ 1 ขณะที่อีก 6 อุตสาหกรรม กลับพบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดต่ำกว่ากิจการในระดับที่ 1 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเท่ากันใน 1 อุตสาหกรรม (คือ ค้าปลีก)


ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการสำรวจนี้ กิจการที่มีการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด มิได้ขึ้นกับผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเสมอไป

รายงานฉบับดังกล่าว ยังได้ให้คำแนะนำแก่กิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและคุณค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ใน 4 มาตรการ ได้แก่

1. การเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
การสร้างแรงจูงใจในระดับผู้บริหารที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การวางแนวทางการนำองค์กรสอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการ อาทิ จำนวนกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ 100% มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารเข้ากับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม คล้ายคลึงกับ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้และน้ำ 78% ที่มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ในทางตรงข้าม กิจการที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่ามาก (32%) เช่นเดียวกันกับ ในด้านการจัดการน้ำ (18%) และป่าไม้ (20%)

2. กระบวนการที่เข้มแข็งในการจัดการความพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม
มาตรการนี้ ช่วยให้กิจการเตรียมพร้อมในการจัดการกับความไม่แน่นอนและภาระผูกพันในระยะยาว รวมถึงสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ โดย 83% ของผู้นำด้านภูมิอากาศ มีกระบวนการที่เข้มแข็ง ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานเองและผ่านห่วงโซ่อุปทานอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้ (93%) และน้ำ (90%) มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นยิ่งกว่า ส่วนกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่า โดยมีเพียง 33% (ด้านภูมิอากาศ) 27% (ด้านป่าไม้) และ 24% (ด้านน้ำ) ที่มีกระบวนการดังกล่าว

3. แผนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5°C พร้อมความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศที่น่าเชื่อถือ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับกิจการในการปรับตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของความตกลงปารีส และการวางตำแหน่งโมเดลธุรกิจเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจที่เป็นบวกต่อโลก ซึ่งกิจการในกลุ่มผู้นำเกือบ 90% ได้ดำเนินมาตรการนี้แล้ว เมื่อเทียบกับเพียง 37% ในกลุ่มกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา ทั้งนี้ เป้าหมายระยะสั้นที่เข้มแข็ง คือ หัวใจสำคัญของแผนที่น่าเชื่อถือ เพราะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการที่จำเป็นในระยะใกล้เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว โดย 93% ของกิจการในกลุ่มผู้นำที่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งองค์กรที่สอดคล้องกับเพดาน 1.5°C ขณะที่ 37% ของกลุ่มกิจการซึ่งอยู่ในระดับรองลงมาที่มีแผนงาน มีเพียง 36% ที่มีการกำหนดเป้าหมายดังกล่าว

4. การมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่คุณค่า
การทำความเข้าใจว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมคืออะไรและเกิดขึ้นที่จุดใด ช่วยให้ธุรกิจสามารถบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกะทันหัน และส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกับผู้ส่งมอบที่ใกล้ชิดที่สุดได้ มาตรการนี้ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกิจการที่เป็นกลุ่มผู้นำ โดย 97% ของกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีการทำงานร่วมกับทั้งลูกค้าและคู่ค้า นอกจากนี้ 83% ของกิจการที่ยังไม่อยู่ในกลุ่มผู้นำ ได้เริ่มหันมาสร้างความร่วมมือกับห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจในวงกว้างเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมดังกล่าว สำหรับกลุ่มผู้นำด้านป่าไม้และน้ำ ระดับการมีส่วนร่วมนี้ ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากเช่นกัน (91% และ 98% ตามลำดับ)

จะเห็นว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว เนื่องจากแต่ละภูมิภาค ตลาด และภาคธุรกิจ ต่างต้องเผชิญกับความเสี่ยงและโอกาสที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะร่วมที่ร้อยเรียงให้กิจการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำกลุ่ม ได้แก่ การมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งพร้อมกับความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในระดับคณะกรรมการ การวางแผนเปลี่ยนผ่านที่เชื่อถือได้ การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่คุณค่า การจัดสรรเงินทุนอย่างชาญฉลาด และการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ท้ายที่สุด ภาวะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถใช้เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยไปกว่าการใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และกิจการที่ตัดสินใจลงทุนในเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการแข่งขัน และเจริญเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้า


[Original Link]



Thaipat’s Homegrown Second-to-none ESG Rating Unit

Firmly Entering Its 12th Year of ESG Data Products Provider in Thailand


14 January 2026 – Thaipat Institute, through its "Thaipat ESG Rating" unit, reaffirms its commitment to rating organizations with outstanding Environmental, Social, and Governance (ESG) performance. Aiming to elevate sustainability disclosure among Thai businesses—not limited to listed companies—the institute is prepared to expand its ESG assessments to over a thousand Thai enterprises within 2026.

Since Thaipat Institute established the Thaipat ESG Rating unit in 2014, it has pioneered the development of sustainability data for Thai businesses. It was the first in Thailand to initiate ESG ratings for listed companies based on publicly disclosed information, utilizing assessment frameworks and sustainability reporting standards that are internationally recognized.


Thaipat Institute’s ESG ratings are conducted independently as an entity external to the capital market. The assessment process adheres to the principles of the International Capital Market Association (ICMA) Code of Conduct for ESG ratings and data products providers. Thaipat ESG Rating produces results from its annual assessment categorized into the following lists:

ESG100 List: The list of 100 securities recognized for outstanding ESG performance and profitable financial results within the assessment year. Established in 2015, this list caters for investors who prioritize investments in securities that are socially and environmentally responsible with no evidence presents sufficient ground for regulatory enforcement during the assessment year, aligning with sustainable investment goals.

ESG Emerging List: The list comprises securities with proactive ESG initiatives or ongoing activities that drive revenue growth or cost saving, so that they offer promising long-term returns for investors. Launched in 2020, the ESG Emerging List serves as an additional investment universe to the ESG100, based on company ESG initiatives’ potential during the assessment year.

ESG Turnaround List: The list includes securities that have experienced negative earnings or have underperformed the market during the assessment year but show potential for recovery through their core business, supported by ESG factors. Introduced in 2023, this list provides an alternative for sustainable investment beyond the ESG100, capturing return opportunities from securities in a recovery phase.

Notably, The ESG100 list has now established itself as the cornerstone for sustainable investing. The constituents of ESG100 list are used to construct Thaipat ESG Indices based on the liquidity criteria calculated and maintained by S&P Global, a leading global index provider. Since 2018, the indices have been made available to global investors via Bloomberg and Reuters platforms. These indices also serve as benchmarks for asset management companies offering ESG-themed investment products (for more details, visit S&P Dow Jones' Custom Indices).

Thaipat ESG Indices are the only ESG indices in Thailand to employ equal weighted methodology where each constituent in the indices has the same weight, regardless of its market capitalization, to avoid concentrating into a few large securities. By eliminating the market capitalization constraint, the equal weighing scheme gives more exposure to smaller cap securities compared to cap weighting. This will give opportunities to small market cap securities with good ESG taking effect in the indices as well as the large market cap ones.

Furthermore, Thaipat ESG rating results – provided as in-depth, entity-specific ESG Rating Reports – offer participating enterprises valuable insights into their annual ESG performance. This enables them to address operational gaps in line with internationally accepted ESG indicators and serve as input data for continuously improving company ESG performance and disclosures.

Currently, the Thaipat ESG rating data covers 953 entities (as of year-end 2025), including listed companies, funds, private companies, and other enterprises. It is anticipated that this number will surpass 1,000 in 2026.

Note: The ESG100 list and other information compiled by Thaipat Institute are provided for informational purposes only. None of the information constitutes an investment advice or an offer to sell, or a solicitation of an offer to buy, any securities.


For more information, please contact
Khun Veraya Preeyapan
Tel: 02-930-5227 Fax: 02-930-5228
Email: info@thaipat.org




[News Release]



ไทยพัฒน์ ยืนหนึ่ง บทบาทผู้ประเมิน ESG สัญชาติไทย

ก้าวย่างสู่การจัดระดับ ESG กิจการไทย เป็นปีที่ 12 อย่างมั่นคง


14 มกราคม 2569 – สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน Thaipat ESG Rating ยืนหยัดการจัดระดับองค์กรที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance: ESG) เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจไทย ที่ไม่จำกัดเพียงบริษัทจดทะเบียน เตรียมพร้อมประเมิน ESG กิจการไทย เข้าสู่หลักพันแห่งในปี พ.ศ. 2569 นี้

นับตั้งแต่ที่สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดตั้งหน่วยงาน Thaipat ESG Rating ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2557 เพื่อบุกเบิกการพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจไทย และเป็นผู้ริเริ่มการจัดระดับ ESG ของบริษัทจดทะเบียนเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ ภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล


การจัดระดับ ESG ของสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการดำเนินงานอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอกตลาดทุน ที่ใช้กระบวนการประเมินซึ่งเป็นไปตามหลักการใน ESG Code of Conduct ของสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA) โดยผลลัพธ์การจัดระดับของ Thaipat ESG Rating จำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลักทรัพย์ ประกอบด้วย

กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG และมีผลประกอบการที่เป็นกำไรในรอบปีประเมิน จำนวน 100 หลักทรัพย์ จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 สำหรับรองรับความต้องการของผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปลอดจากการถูกกล่าวโทษหรือเปรียบเทียบปรับในรอบปีประเมิน เพื่อตอบโจทย์การลงทุนที่ยั่งยืน

กลุ่มหลักทรัพย์ ESG Emerging เป็นรายชื่อหลักทรัพย์ซึ่งมีความริเริ่มด้าน ESG หรือที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้หรือการประหยัดต้นทุน และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวแก่ผู้ลงทุน จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2563 สำหรับใช้เป็นทำเนียบการลงทุนเพิ่มเติมจากกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 โดยพิจารณาจากข้อมูลแนวโน้มการดำเนินความริเริ่มด้าน ESG ที่เผยแพร่ในรอบปีประเมิน

กลุ่มหลักทรัพย์ ESG Turnaround เป็นรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการติดลบหรือต่ำกว่าตลาด (Underperform) ในรอบปีประเมิน แต่มีโอกาสการพลิกฟื้นจากศักยภาพในธุรกิจแกนหลัก (Core Business) โดยมี ESG เป็นปัจจัยสนับสนุน จัดทำขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2566 สำหรับเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการลงทุนที่ยั่งยืน นอกเหนือจากกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ด้วยโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว

ทั้งนี้ กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ได้ถูกใช้เป็น ESG Universe สำหรับการลงทุนที่ยั่งยืน โดยมี S&P Global ผู้จัดทำดัชนีชั้นนำระดับโลก นำไปใช้ในการคำนวณและจัดทำเป็น Thaipat ESG Indices เผยแพร่ผ่านหน้าจอ Bloomberg และ Reuters ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และยังใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&P Dow Jones' Custom Indices)

Thaipat ESG Indices เป็นดัชนี ESG หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ใช้การคำนวณดัชนีด้วยวิธีถ่วงน้ำหนักหลักทรัพย์เท่ากัน (Equal Weighed Index) คือ ให้ความสำคัญกับหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของดัชนีโดยไม่ขึ้นกับขนาดของหลักทรัพย์ ซึ่งการขจัดปัจจัยในเรื่องขนาดหรือความใหญ่ของหลักทรัพย์ ทำให้ดัชนีสะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาได้อย่างทัดเทียมกันในแต่ละหลักทรัพย์ และเปิดโอกาสให้หลักทรัพย์คุณภาพขนาดเล็กที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG สามารถส่งผลต่อค่าของดัชนีได้ ในสัดส่วนที่เท่ากับหลักทรัพย์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ผลการจัดระดับ ESG ของสถาบันไทยพัฒน์ ในส่วนที่เป็นข้อมูลผลการประเมินเชิงลึกในรูปแบบ ESG Rating Report รายองค์กร ยังเปิดโอกาสให้กิจการที่นำผลประเมินไปใช้ ได้รับทราบสถานะการดำเนินงานด้าน ESG ในรอบปี เพื่อนำไปปิดช่องว่าง (Gap) ตามชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ที่เป็นสากล และใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการยกระดับการพัฒนาการดำเนินงานและการเปิดเผยผลการดำเนินงานด้าน ESG ได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ข้อมูลผลประเมิน ESG ของกิจการในไทย ที่สถาบันไทยพัฒน์รวบรวม ครอบคลุมทั้งบริษัทจดทะเบียน กองทุน บริษัทนอกตลาด และกิจการอื่น มีจำนวนรวม 953 กิจการ (ข้อมูล ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568) และเป็นที่คาดหมายว่า จะมีตัวเลขกิจการที่ได้รับการประเมินโดยหน่วยงาน Thaipat ESG Rating ก้าวสู่หลักพันในปี พ.ศ. 2569 นี้

หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใด ๆ ทั้งสิ้น


ข้อมูลเพิ่มเติม
คุณวีรญา ปรียาพันธ์
โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228
อีเมล: info@thaipat.org




[ข่าวประชาสัมพันธ์]



เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy


ในรอบปีที่ผ่านมา จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคยุโรป ทำให้เกิดความเข้าใจว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ประกอบกับความคุ้มค่าในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวหลายโครงการไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปเสริมความเชื่อที่ว่า กระแสการพัฒนาสีเขียว กำลังแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ

กระนั้นก็ตาม จากตัวเลขสำรวจที่จัดทำโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ร่วมกับ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ที่เผยแพร่ในรายงานประจำปี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในชื่อว่า "Already a Multi-Trillion-Dollar Market: CEO Guide to Growth in the Green Economy" เผยให้เห็นว่า เศรษฐกิจสีเขียวกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยมีสัดส่วนอยู่ราว 5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 2024 และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะระดับ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มเทคโนโลยี


จากที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม และได้พุ่งทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2024 และมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นอีกเป็นลำดับ ทำให้ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ยังจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ปัจจุบัน กิจกรรมการลดผลกระทบ (Mitigation) มีสัดส่วนในการขับเคลื่อนหลักถึง 78% ของมูลค่าตลาด นำโดยกลุ่มขนส่งและยานยนต์ ขณะที่กิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยคิดเป็น 22% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยทางการเกษตรที่ปรับตัวตามสภาพอากาศ วัสดุก่อสร้างที่คงทน และเทคโนโลยีทำความเย็น

แม้จะมีความไม่แน่นอนมากมายที่ส่งผลต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นบริบททางเศรษฐกิจมหภาค สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ หรือปัญหาคอขวดทางราชการ เช่น การออกใบอนุญาตล่าช้า ความอ่อนแอในการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ด้วยต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง และกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่บังคับใช้แล้ว ทำให้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสีเขียวจะเติบโตได้ ในอัตราเฉลี่ย 6% ต่อปี

เศรษฐกิจสีเขียว แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นสากล แต่โดยทั่วไป จะหมายถึง วิธีการในเชิงพาณิชย์ซึ่งมุ่งประสงค์ที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน หรือมุ่งตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง ครอบคลุมทั้งการลดผลกระทบและการปรับตัว ตั้งแต่เทคโนโลยีสะอาดขั้นสูงไปจนถึงเทคโนโลยีเกษตรกรรมเกิดใหม่ อาทิ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารคาร์บอนต่ำ วัสดุก่อสร้างที่คงทน การรีไซเคิลสิ่งทอ การเงินสีเขียว เทคโนโลยีและบริการวัดปริมาณคาร์บอน ฯลฯ

เศรษฐกิจสีเขียวได้กลายเป็นหนึ่งในสองอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดของโลก การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาลส่งผลให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นภาคส่วนที่มีผลประกอบการดีที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนี FTSE All World ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยเป็นรองเพียงกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ในช่วง 10 ปีดังกล่าว มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของเศรษฐกิจสีเขียวเติบโตเฉลี่ยที่ 15% (CAGR) สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 11% หรือสูงกว่าอยู่ 4%

ปัจจุบัน 142 ประเทศที่ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 76% ของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแทบไม่มีประเทศใดเลย ในปี ค.ศ. 2016 หลายประเทศได้ใช้กรอบกฎระเบียบการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดขึ้น หรือผลักดันให้มีการขยายการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยในช่วงเวลาเดียวกัน การตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนของภาคเอกชน ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

แนวคิด Net Zero เกิดขึ้นจากความตกลงปารีส เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้บรรลุขีดจำกัดอุณหภูมิที่กำหนดไว้ โดยหลายประเทศ ได้ตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ. 2050 พร้อมกันกับมีเป้าหมายระยะใกล้ระหว่างทาง โดยที่การตั้งเป้า Net Zero หมายถึง การตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือด้วยการกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวร

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 มุมมองต่อนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก รัฐบาลได้ออกกฎหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งสัญญาณตลาดเพื่อเร่งการดำเนินงาน โดยจากข้อมูลที่แสดงความครอบคลุมเป้าหมาย Net Zero เมื่อเทียบเป็นร้อยละของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในระหว่างปี ค.ศ. 2015-2025 พบว่า กว่า 83% ของ GDP โลกในปัจจุบัน อยู่ภายใต้เป้าหมาย Net Zero (แม้ว่าผลการถอนตัวของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจากเป้าหมาย ทำให้ตัวเลขลดจาก 93% เหลือ 77% แต่กลับขยับขึ้นมาเป็น 83% เนื่องจาก 19 มลรัฐในสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดในเป้าหมายที่ตั้งไว้)


ในช่วงปีที่ผ่านมา ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย Net Zero ได้ถูกตั้งคำถามจากความผันผวนทางการเมืองและความไม่มั่นคงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ลบความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างมหาศาลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประมาณร้อยละ 45 ภายในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

เหตุผลทางเศรษฐกิจในการลงมือทำนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศพุ่งสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การประวิงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจะยิ่งทำให้ความเสียหายและต้นทุนทวีคูณมากขึ้น

เรื่อง Net Zero จึงมิใช่แค่หัวข้อสนทนา แต่คือบททดสอบของภาวะผู้นำและการมองการณ์ไกล คือการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและการปกป้องผู้คนจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง คือการลงมือดำเนินการในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขในการกำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานในทุกภูมิภาคของโลก คำถามที่สำคัญ คือ ใครจะเป็นผู้ชี้นำ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


[Original Link]